
‘จรัมพร’รื้อแผนตลท.3ปี
โพสต์ทูเดย์ — “จรัมพร” ขอเวลา 3 เดือน ทบทวนแผนตลาดหุ้น 35 ปี เล็งออกผลิตภัณฑ์ถูกใจลูกค้าทุกกลุ่ม ลดต้นทุน บจ. พัฒนาพนักงาน ยกชั้นตลาดหุ้นไทยขึ้นแนวหน้าภูมิภาค
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) คนที่ 11 เปิดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการหลังเข้ารับตำแหน่งวันที่ 1 มิ.ย. 2553 ว่า จะขอเวลา 3 เดือนนี้ทบทวนแผนงานระยะ 35 ปี ของตลาดหลักทรัพย์
“
เมื่อผมอยู่ครบวาระ 4 ปี เชื่อว่าจะต้องเห็นทุกอย่างแตกต่างจากปัจจุบันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ กำไรสุทธิ มูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) หรือมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน” นายจรัมพร กล่าวสาเหตุที่ต้องทบทวนใหม่ เนื่องจากแผนในปัจจุบันนี้ยังไม่เห็นภาพชัดเจนว่า 35 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร จึงต้องปรับปรุงให้สอดคล้องกับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น พฤติกรรมการลงทุนของผู้ลงทุนในตลาดโลก แต่แผนใหม่จะยังอยู่ภายใต้กรอบใหญ่ของแผนพัฒนาตลาดทุนไทย
สำหรับวิสัยทัศน์ของผู้จัดการตลาดหุ้นคนใหม่ จะให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก คือ 1.การมีเครือข่ายของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ผู้ลงทุน และโบรกเกอร์ที่ดี 2.ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้มาตรฐาน บริหารความเสี่ยงได้ดี และ 3.ให้ความสำคัญกับพนักงาน
“
ผมมี 3 ภารกิจสำคัญที่จะทำ คือ 1.การลดต้นทุนการระดมทุนของ บจ. 2.การจัดกลุ่มฐานลูกค้าให้ชัดเจน ทั้ง บจ. หรือผู้ลงทุน เพื่อจะได้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น การออกผลิตภัณฑ์ของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ซึ่งสามารถวัดผลเป็นดัชนีชี้วัดคุณภาพ (KPI) ได้ด้วยเราตั้งเป้าหมายให้เป็นตลาดหุ้นชั้นแนวหน้าในภูมิภาคนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของประเทศ เพราะทุกวันนี้น้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI เกือบ 2% นี้ ต่ำกว่าขนาดเศรษฐกิจของประเทศ เราจำเป็นต้องคำนึงถึงพฤติกรรมของผู้ลงทุน เป็นเพราะเงินทุนทั่วโลกมีจำนวนมากและไม่มีสัญชาติ หากไม่ทำให้เป็นที่ถูกใจผู้ลงทุนย่อมไม่มา
” นายจรัมพร กล่าวปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติมีเงินลงทุนในตลาดหุ้นไทย 2.3 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนลงทุน 37% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามตลาดรวม 6 ล้านล้านบาท
สำหรับการปรับโครงสร้างพนักงานและผู้บริหารนั้น ต้องขึ้นอยู่กับการจัดกลุ่มดูแลลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าจะมีงานให้พนักงานทำหลากหลาย เปิดโอกาสให้ได้ทำงานใหม่ๆ
นายจรัมพร กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ต้องกลับมาดูตัวเองเช่นกัน เพราะอนาคตจะมุ่งไปสู่องค์กรธุรกิจและเป็นบริษัทจดทะเบียน จึงมี 4 กลยุทธ์ต้องทำ คือ 1.กลยุทธ์ยกระดับคุณภาพตลาด 2.กลยุทธ์เพิ่มสภาพคล่อง 3.กลยุทธ์สร้างฐานองค์กร ทั้งระบบเทคโนโลยีรองรับความต้องการโบรกเกอร์และผู้ลงทุน และ 4.กลยุทธ์เตรียมพร้อมปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งขณะนี้ยังคงแปรรูปในกำหนดเดิมปี 2555
ด้านตลาดหุ้นโลกวันที่ 8 มิ.ย. ดิ่งลงแรงถ้วนหน้า ในเอเชียตลาด ญี่ปุ่นทรุดหนักสุด 3.84% ส่วนไทยเก่งดัชนีติดลบ 1.51% หรือ 11.63 จุด ปิดที่ระดับ 759.85 จุด แต่ต่างชาติกลับมาขายสุทธิ 875 ล้านบาท โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มพลังงานที่ร่วงลงตามราคาน้ำมันโลก







