
ธปท.เตือนคลัง ระวังบอนด์ข้าวป่วนตลาดเงิน
ธปท.แนะคลังกระจายอายุออกพันธบัตรล้างหนี้ข้าว ไม่ให้กระทบตลาดการเงินหนี้สาธารณะ
ธปท.แนะคลังกระจายอายุออกพันธบัตรล้างหนี้ข้าว ไม่ให้กระทบตลาดการเงินหนี้สาธารณะ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงแผนการออกพันธบัตรชำระหนี้ในโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลังในปีหน้า ว่า การออกพันธบัตรดังกล่าวเห็นว่าควรจะกระจายอายุของพันธบัตรเพื่อไม่ให้กระทบตลาดการเงิน และระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ธปท.ยังมั่นใจว่าจะบริหารจัดการไม่ให้กระทบกับระดับอัตราดอกเบี้ยและสภาพคล่องในตลาดการเงิน รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อได้
นายประสาร กล่าวว่า หากรัฐบาลตั้งงบเพื่อชำระหนี้โครงการข้าวในปีงบประมาณต่อไป หากขาดดุลไม่เกิน 2% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมหรือจีดีพี ถือว่ายังอยู่ในระดับที่รับได้ แต่ในอนาคตต้องคำนึงถึงการจัดเก็บรายได้ เพราะปัจจุบันยอดจัดเก็บเทียบจีดีพียังต่ำ เนื่องจากฐานการจัดเก็บแคบและประเภทภาษีมีน้อย ขณะที่ด้านรายจ่ายมีภาระด้านงบประจำสูงมาก ส่วนงบลงทุนมีน้อย
นายประสาร กล่าวถึงการผลักดันโครงการนาโนไฟแนนซ์ของกระทรวงการคลัง ว่า จะเสนอให้ปรับกฎเกณฑ์การเงินเดิมบางอย่างที่มีอยู่แล้ว เพื่อให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) สามารถเข้าถึงทุนได้สะดวกที่สุด เช่น ปรับแก้ในระเบียบเกี่ยวกับสินเชื่อส่วนบุคคล โดยลบข้อกำหนดตอนท้ายเพียงคำว่า “ห้ามกู้ไปประกอบธุรกิจ” ออกไป เนื่องจากวงเงินการขอกู้นาโนไฟแนนซ์อยู่ที่ไม่เกิน 1.2 แสนบาท อาจรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสินเชื่อบุคคลที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 2 แสนบาท หรือไม่เกิน 5 เท่าของเงินเดือนได้
สำหรับข้อเสนอเพดานอัตราดอกเบี้ยนาโนไฟแนนซ์ที่ 36% ต่อปี สูงกว่าดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลที่กำหนดไว้ไม่เกิน 28% ไม่ใช่ประเด็นหลักที่จะจูงใจให้บริษัทการเงินกล้าปล่อยกู้รายย่อยมากกว่าเดิม แต่ปัจจัยสำคัญคือความเสี่ยงของการปล่อยกู้ แม้ดอกเบี้ยสูงแต่ไม่คุ้มความเสี่ยงก็ไม่ปล่อยกู้อยู่ดี
ทั้งนี้ โครงการนาโนไฟแนนซ์ที่ตั้งขึ้นมา น่าจะเริ่มผลักดันผ่านบริษัทเอกชนที่มีเครือข่ายกว้างขวาง มากกว่าแค่การเปิดบริษัทจังหวัดละ 1 แห่งตามแนวทางที่ระบุไว้เบื้องต้น ทั้งนี้ ธปท.ไม่คัดค้านหากมีข้อเสนอให้ปล่อยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์ผ่านร้านสะดวกซื้อที่มีสาขาทั่วประเทศ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่า ร้านสะดวกซื้อต้องไม่ขอทำธุรกิจรับฝากเงินไปพร้อมกันด้วย เพราะจะทำให้ความเสี่ยงตกอยู่ที่ประชาชนมากขึ้น
ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวว่า หากนโยบายการเงินเป็นอุปสรรคต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ก็สามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมเพื่อลดอุปสรรค ส่วนการขับเคลื่อนหลักยังคงอยู่ที่นโยบายการคลังที่กำลังเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณอยู่ ซึ่งทั้งสองนโยบายนี้เป็นการช่วยด้านอุปสงค์เท่านั้น แต่เศรษฐกิจไทยมีปัญหาด้านอุปทานที่กดดันอยู่ ซึ่งต้องติดตามการประกาศตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 จากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) รวมทั้งข้อมูลใหม่อีกครั้ง







