
ไหม สร้างญี่ปุ่น (4)
การมาของ Mathew Perry ทำให้การบริหารประเทศของโชกุนปั่นป่วน
การมาของ Mathew Perry ทำให้การบริหารประเทศของโชกุนปั่นป่วน
Mathew Perry ทำงานทางจิตวิทยาเต็มรูปแบบ เรืออเมริกาทั้ง 4 ลำ ทาสีดำมะเมื่อมให้ดูน่าเกรงขาม คนญี่ปุ่นมองออกไปนอกฝั่งเห็นเรือสีดำ 4 ลำ จอดพ่นควันโขมงแล้วก็เกิดการพูดกันไปว่า... มันเหมือนมังกร 4 ตัว กำลังพ่นควัน
ช่วงที่ Mathew Perry ขอเจรจากับญี่ปุ่น เรือสีดำ 4 ลำของอเมริกาก็ยิงปืนใหญ่ให้ญี่ปุ่นตกใจเล่นเป็นระยะๆ
เมื่ออำลาญี่ปุ่น Mathew Perry ได้ขู่ญี่ปุ่นว่าจะกลับมาเอาคำตอบในปีหน้าด้วยเรือปืนมากกว่านี้เท่าตัว
เที่ยวนี้เอาเรือทาสีดำมะเมื่อมมา 4 ลำ ยังเล่นเอาญี่ปุ่นมึน ปีหน้าจะเอามา 8 ลำ ถ้าญี่ปุ่นไม่ยอมอาจโดนจัดเต็มแน่ ก่อนอำลาจากอ่าวเอโดะ Mathew Perry ก็สั่งให้กองเรือสีดำของตนยิงปืนใหญ่ขู่ญี่ปุ่นหูดับตับไหม้
เรื่องสงครามจิตวิทยาอเมริกาเก่งจริงๆ ขอบอก
ความจริงแล้วญี่ปุ่นนั้นก็มีปืนใหญ่ป้องกันตัวเองอยู่ที่ปากอ่าวเอโดะ ซึ่งเป็นอาวุธที่ได้เรียนรู้มาจากพวกตะวันตก แต่ก็ไม่ยิงใส่เรืออเมริกาสักนัดเดียว ญี่ปุ่นมีเทคโนโลยีทำปืนอย่างยุโรปได้ เพราะได้ก๊อบปี้มาจากปืนพวกโปรตุเกส สำหรับปืนประจำกายนั้นซามูไรญี่ปุ่นสมัยก่อนหน้านี้เทียบสัดส่วนกันแล้วมีใช้มากกว่าพวกทหารในยุโรปเสียอีก
เมื่อญี่ปุ่นไล่พวกโปรตุเกสออกนอกประเทศ ญี่ปุ่นก็เลิกใช้ปืนประจำกายกันหมด เพราะโชกุนสั่งให้หันมาใช้ดาบแทนปืน ซึ่งถือว่าเป็นอาวุธที่มีเกียรติของเหล่าบูชิโด...คนญี่ปุ่นอยู่อย่างทรนงจริงๆ ค่ะ
การที่อเมริกาเข้ามาขอเจรจาให้เปิดประเทศและเหตุการณ์รายรอบญี่ปุ่นขณะนั้น ทำให้ญี่ปุ่นต้องหันมาพิจารณานโยบายต่างประเทศของตัวเองใหม่ แล้วพบว่าจักรวรรดินิยมตะวันตกเข้ามาสั่นคลอนความมั่นคงในภูมิภาคนี้มากขึ้นที่เห็นได้ชัดมีอยู่ 2 กรณี คือ
1.อังกฤษเข้าไปทำให้จีนปั่นป่วนและพยายามจะเข้ามาติดต่อกับตน
2.รัสเซียสร้างทางรถไฟ TransSiberia มุ่งมายังฝั่งแปซิฟิก และเรือรบรัสเซียเข้ามาในพื้นที่ญี่ปุ่นแถวฮอกไกโด
ญี่ปุ่นต้องปรับเปลี่ยนท่าทีทางการเมืองเสียแล้ว ญี่ปุ่นต้องเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยทำมาก่อนคือ คณะรัฐบาลทหาร “บะกุฟุ” เห็นว่าเรื่องนี้ต้องกราบทูลให้จักรพรรดิทรงร่วมวินิจฉัยด้วย ซึ่งที่ผ่านๆ มานั้นโชกุนและคณะ “บะกุฟุ” ไม่เคยทำ และไม่เคยคิดจะทำ
ปีต่อมา Mathew Perry เดินทางกลับมาญี่ปุ่นตามคำที่ได้กล่าวไว้ ญี่ปุ่นกับอเมริกาเปิดเจรจากันหลายสัปดาห์แล้วก็บรรลุผล
อเมริกาและญี่ปุ่นได้เซ็นสัญญาร่วมกันเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 1854
ในเนื้อความหลักๆ นั้น ญี่ปุ่นจะเปิดท่าเรือให้อเมริกาใช้ 2 แห่ง คือ ท่าเรือชิโมดะ ซึ่งก็อยู่นอกฝั่งอ่าวเอโดะ หรืออ่าวโตเกียว และอีกแห่งหนึ่งคือ ท่าเรือฮะโกดาเตะ อยู่ตอนใต้ของเกาะฮอกไกโด ซึ่งมีถ่านหินอยู่มากอเมริกาต้องการไว้เติมถ่านหินให้กับเรือ
ในสัญญานั้นญี่ปุ่นยังต้องช่วยพวกอเมริกันที่เรือแตก และยินยอมให้เรืออเมริกาเติมน้ำ อาหาร และซ่อมเรือที่ญี่ปุ่นได้ ฯลฯ
ในที่สุด Mathew Perry ก็ทำงานให้อเมริกาสำเร็จ ญี่ปุ่นยอมเปิดประเทศอีกครั้งหลังจากที่ปิดไป 200 กว่าปี
ที่เขตคานะกะวะ ในเวิ้งอ่าวเอโดะ ได้มีพิธีการเปิดประเทศให้อเมริกาเข้ามีสัมพันธ์กับญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ
ในปีเดียวกันนั้นอังกฤษก็ได้เข้ามาเซ็นสัญญามีสัมพันธ์กับญี่ปุ่น ปีถัดไปก็คือรัสเซียและอีกปีถัดไปก็คือ ฝรั่งเศส
ญี่ปุ่นมีแขกมาขอเข้าบ้านต่อๆ กันชนิดที่หัวกระไดไม่แห้งเลย
ญี่ปุ่นจึงสร้างท่าเรือขึ้นที่เขตคะนะกะวะ ไม่ไกลจากหมูบ้านชาวประมง อูรางะ ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายมาเป็นท่าเรือแห่งแรกของญี่ปุ่นที่เปิดติดต่อกับโลกภายนอก และเปิดใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 1859
ท่าเรือที่คะนะกะวะได้กลายเป็นท่าเรือใหญ่ในเวลาต่อมาคือ Yokohama เป็นท่าเรือที่ญี่ปุ่นส่งสินค้าออกไปทั่วโลก รวมทั้งสินค้าที่เรียกว่า... ไหม และผ้าไหม n
(อ่านต่อวันอังคารหน้า)







