
ธปท.พร้อมปรับคาดการณ์จีดีพีขึ้น
ผู้ว่าธปท.ชี้พร้อมปรับการเติบโตเศรษฐกิจเพิ่ม หากข้อมูลจริงที่ออกมาสะท้อนแนวโน้มที่ปรับดีขึ้นรับผลกระทบการเมืองไม่รุนแรง
ผู้ว่าธปท.ชี้พร้อมปรับการเติบโตเศรษฐกิจเพิ่ม หากข้อมูลจริงที่ออกมาสะท้อนแนวโน้มที่ปรับดีขึ้นรับผลกระทบการเมืองไม่รุนแรง
นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า หากภาวะเศรษฐกิจหลังจากนี้มีทิศทางที่ปรับดีขึ้น ได้รับผลกระทบจากสถานการร์ชุมนุมทางการเมืองและปัญหาในยุโรปไม่มาก ธปท.ก็พร้อมจะพิจารณาปรับประมาณการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ(จีดีพี)ในปีนี้เพิ่มขึ้นอีก เพียงแต่ก่อนจะตัดสินใจปรับขึ้นหรือไม่ ก็ควรจะพิจารณาดูข้อมูลตัวเลขที่แท้จริงต่างๆ รวมทั้งปัจจัยสิ่งแวดล้อม ที่สะท้อนปัจจัยที่ดีออกมาก่อน ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน รวมถึงการเติบโตของจีดีพีในไตรมาส 2 ปีนี้ก็ยังคาดไม่ได้ชัดเจนว่าจะออกมาระดับใด
“การจะปรับคาดการณ์การเติบโตปีนี้ทั้งปีขึ้นอีกหรือไม่ ต้องดูข้อมูลก่อน ซึ่งถ้าดูข้อมูลที่ออกมาแล้ว ดูปัจจัยสิ่งแวดล้อมจำเป็นแล้ว ออกมาดี เราก็ต้องปรับกรอบจีดีพีเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว เพียงแต่จะปรับขึ้นในระดับเท่าไรปรับกรอบบนเท่าไร ต้องรอดูข้อมูลที่จะออกมาล่าสุดก่อน” นางธาริษากล่าว
ทั้งนี้ ธปท.มีกำหนดการพิจารณาปรับประมาณการณ์เศรษฐกิจและเงินเฟ้อครั้งต่อไปในวันที่ 23 ก.ค.นี้
นอกจากนี้ ผู้ว่าธปท. เปิดเผยถึงการติดตามปัญหาของเศรษฐกิจการเงินในยุโรป ซึ่งล่าสุดได้ลุกลามถึงประเทศฮังการีแล้วว่า ปัญหาในยุโรปขณะนี้ เริ่มต้นจากประเทศกรีซ และส่งผลกระทบลุกลามไปสู่ประเทศอื่นๆในภูมิภาคยุโรปแล้ว แต่การลุกลามยังอยู่ในกลุ่มประเทศยุโรปรอบนอก ซึ่งในขณะนี้กระทบไปถึงประเทศฮังการีแล้ว อย่างไรก็ตามแนวโน้มเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธปท.คาดการณ์ไว้ก่อนแล้วว่าจะเกิดขึ้น
เนื่องจาก ธปท.มองไว้อยู่แล้วตั้งแต่เริ่มต้นเกิดปัญหาว่า ปัญหาซึ่งเริ่มขึ้นครั้งแรกที่กรีซ ไม่จบอยู่เฉพาะที่กรีซแน่ เพียงแต่ยังไม่สามารถคาดเดาผลกระทบที่ชัดเจนได้ เพราะยังไม่รู้ขอบเขตการสิ้นสุดของปัญหา อย่างไรก็ตามปัญญาที่เกิดขึ้นไม่ได้น่าห่วงมากนัก เนื่องจากประเทศเจ้าของปัญหาได้มีกระบวนการที่จะพยามแก้ไขอยู่แล้ว ฉะนั้นระหว่างนี้ธปท.จะต้องติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิดต่อไป ว่าจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจของภูมิภาค รวมทั้งไทยอย่างไรต่อไปบ้าง
ทั้งนี้ ปัจจุบันธปท.คาดการณ์จีดีพีปีนี้ทั้งปีว่าจะเติบโตที่ระดับ 4.3-5.8% โดยมีโอกาสปรับกรอบบนขึ้น เนื่องจากได้รับข้อมูลเบื้องต้นของเดือนออกมาดีกว่าคาด ซึ่งธปท.ได้รายงานกับรัฐบาลไปก่อนหน้านี้แล้ว โดยพบว่าขณะนี้ภาคธุรกิจมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเพื่อส่งออกในกลุ่มสินค้าหลักๆ เช่น อีเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์ เป็นต้น ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ยังมั่นใจในการผลิตสินค้าเนื่องจากมีคำสั่งซื้อใหม่จากต่างประเทศเข้ามาอย่างต่อเนื่อง







