
SMEs รัฐต้องช่วยอย่างจริงจัง
เอสเอ็มอีหรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุดมีจำนวนประมาณ 2.74 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 98.5 ของผู้ประกอบการวิสาหกิจทั้งประเทศ คาดว่าในปี 2557 มีมูลค่า 2.02 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศร้อยละ 17 ถึงแม้นว่าเอสเอ็มอีจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มด้อยโอกาสทางธุรกิจมากที่สุดทั้งด้านการตลาด ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งคุมตลาดทั้งวงจรตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำจนถึงร้านสะดวกซื้อต่างๆ นอกจากนี้การขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรต่างๆ เช่น วัตถุดิบ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องซื้อหามาด้วยราคาที่สูงกว่า เพราะขาดอำนาจการต่อรองทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่
เอสเอ็มอีหรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุดมีจำนวนประมาณ 2.74 ล้านราย คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 98.5 ของผู้ประกอบการวิสาหกิจทั้งประเทศ คาดว่าในปี 2557 มีมูลค่า 2.02 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศร้อยละ 17 ถึงแม้นว่าเอสเอ็มอีจะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีจำนวนมากที่สุด แต่กลับเป็นกลุ่มด้อยโอกาสทางธุรกิจมากที่สุดทั้งด้านการตลาด ซึ่งไม่สามารถแข่งขันด้านราคากับอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งคุมตลาดทั้งวงจรตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำจนถึงร้านสะดวกซื้อต่างๆ นอกจากนี้การขาดโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทรัพยากรต่างๆ เช่น วัตถุดิบ ซึ่งเอสเอ็มอีต้องซื้อหามาด้วยราคาที่สูงกว่า เพราะขาดอำนาจการต่อรองทำให้ไม่สามารถแข่งขันด้านต้นทุนกับผู้ประกอบการรายใหญ่
ปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีคือด้านการเข้าถึงแหล่งทุน เพราะหากขาดแหล่งเงินก็ไม่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีต่างๆ การขาดพัฒนาด้านนวัตกรรม การไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง ปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญ ซึ่งทำให้เอสเอ็มอีต้องวนเวียนติดอยู่ในกับดักของการผลิต ซึ่งต้องใช้แรงงานเข้มข้นหรือเทคโนโลยีพื้นฐาน รวมไปถึงการรับจ้างการผลิตต่างๆ ส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันและต่อการเติบโตของธุรกิจ โดยเฉพาะเมื่อต้องเจอปัญหาเศรษฐกิจซบเซาอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ สถานะของเอสเอ็มอีจึงเป็นลักษณะต้องช่วยตนเอง ต่างคนต่างอยู่ ถึงแม้นจะมีองค์กรแต่ก็มีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ ขาดความเข้มแข็ง ปัจจุบันมีความพยายามที่จะตั้ง “สภาเอสเอ็มอี” แต่กลับถูกองค์กรเอกชนขนาดใหญ่แทนที่จะสนับสนุนกลับเข้ามาขัดขวางและมีกระบวนการที่จะกีดกันไม่ให้มีการรวมตัวของเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ
การเปิดเออีซี (AEC) ในอีกหนึ่งปีกับเดือนกว่าๆ ข้างหน้าเป็นความท้าทายของการอยู่รอดของเอสเอ็มอีทั้งด้านความสามารถในการแข่งขันจากการที่บริษัทขาดใหญ่ทั้งในประเทศและจากอาเซียนที่จะเข้ามาแย่งพื้นที่การตลาด รวมถึงการเปลี่ยนแปลงช่องทางการตลาดและพฤติกรรมการบริโภค โอกาสที่เอสเอ็มอีจะถูกกันออกจากตลาดหรือล้มหายตายจากจึงมีโอกาสสูง ที่ผ่านมามีการใช้งบประมาณจำนวนมากผ่านหน่วยงานของรัฐ เพื่อที่จะให้เอสเอ็มอีมีความเข้มแข็ง แต่หลายปีที่ผ่านมาประเทศไทยประสบปัญหาการเมืองในประเทศ ทำให้ขาดการต่อเนื่องด้านนโยบาย ทำให้การพัฒนาวนเวียนอยู่ที่การอบรม สัมมนา ดูงาน การจับคู่ธุรกิจต่างๆ ซึ่งเงินจำนวนมากไปกับการวิจัยหรือโครงการแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ เสียงบประมาณไปเปล่าๆ ไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุน
ปัญหาสำคัญของเอสเอ็มอีมีอยู่สองประการคือ ประการแรก ปัญหาการเข้าถึงตลาด ทั้งตลาดในประเทศและตลาดส่งออก ซึ่งมีข้อจำกัดมากมายโดยเฉพาะช่องทางการทำตลาดในประเทศ เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคส่วนใหญ่ต้องผ่านกลุ่มร้านสะดวกซื้อรายใหญ่ประมาณ 34 กลุ่ม และห้างสรรพสินค้าไม่กี่ราย ซึ่งการเข้าไปวางจำหน่ายไม่ใช่เรื่องที่ตาสีตาสาจะเข้าถึงได้ง่ายๆ อีกทั้งร้านสะดวกซื้อบางแห่งกลับเป็นผู้ผลิตเสียเองหรือไม่ก็จ้างผลิตเป็น “House Brand” ออกมาแข่งกับเอสเอ็มอีเสียด้วยซ้ำไป ประการที่สอง ปัญหาการเข้าถึงแหล่งทุน เป็นปัญหาใหญ่ของเอสเอ็มอีเพราะสภาวะเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ขณะนี้กระทบต่อการส่งออกและการบริโภคในประเทศ ซึ่งปีนี้คงโตได้ไม่ถึงร้อยละ 1 ยอดขายที่ลดลงอย่างฮวบฮาบ ทำให้ต้องมีการแข่งขันราคา ผลที่ตามมาคือสภาพคล่อง ซึ่งสถาบันการเงินต่างระมัดระวังในการปล่อยกู้ ถึงแม้นจะมี “เอสเอ็มอีแบงก์” แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก เพราะตัวธนาคารเองก็มีหนี้เสียสูงแถมยังมีระเบียบและเงื่อนไขยุบยับ ทำให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอีได้ไม่เต็มที่
รัฐบาลชุดปัจจุบันได้ประกาศให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติมีแผนและยุทธศาสตร์ในการพัฒนาเอสเอ็มอี เช่น การสนับสนุนให้เอสเอ็มอีเข้าถึงตลาดโดยให้หน่วยงานของรัฐต้องจัดซื้อจ้างจากเอสเอ็มอีให้มีสัดส่วนร้อยละ 45 แต่ควรต้องนิยามความหมายของเอสเอ็มอีให้ชัดเจน มิฉะนั้นมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะกลับกลายไปช่วยกลุ่มธุรกิจที่ช่วยเหลือตัวเองได้อยู่แล้วและไปลิดรอนกลุ่มที่ด้อยโอกาส ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงแผนการช่วยเหลือของรัฐบาลได้
การกำหนดยุทธศาสตร์ของรัฐบาลให้เอสเอ็มอีเชื่อมโยงกับภาครัฐและเอกชนและส่งเสริมให้มีการรวมกลุ่มของเอสเอ็มอี ซึ่งเห็นว่าเป็นนโยบายที่ถูกต้องจึงควรส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง “สภาเอสเอ็มอีแห่งชาติ” ซึ่งรัฐบาลจำเป็นที่จะต้องเข้ามาผลักดันอย่างจริงจัง นโยบายให้เอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติหากแค่ผลักดัน “สภาเอสเอ็มอี” ยังทำไม่ได้...ก็หวังอะไรไม่ได้อีกแล้ว







