posttoday
กำไรขาดทุน

กำไรขาดทุน

09 พฤศจิกายน 2557

ถ้าถามว่า นักลงทุนไทยกลัว “สี” อะไรมากที่สุด

โดย...สวลี ตันกุลรัตน์

ถ้าถามว่า นักลงทุนไทยกลัว “สี” อะไรมากที่สุด

ตอบไปแบบไม่ต้องคิดเลยว่า “สีแดง” เพราะเห็นสีแดงเมื่อไหร่ แสดงว่าตอนนั้นเรากำลังอยู่ในสถานะ “ขาดทุน” และไม่รู้เป็นอะไรพักนี้ก็มักจะได้เห็นสีแดงอยู่บ่อยๆ เพราะบางทีแค่หนีไปเที่ยวแป๊บเดียว กลับมาเปิดดูพอร์ตถึงกับหงายหลังไป เพราะจากที่เคยเขียวๆ กลับกลายเป็นแดงไปเกือบหมด

แบบนี้ต้อง “แก้เคล็ด” ความกลัว ด้วยการหาวิธีทำกำไรในเวลาที่ (คนอื่น) ขาดทุน ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะตลาดทุนไทยมีเครื่องมือหลายอย่างที่พร้อมจะช่วยได้

ให้คนอื่นยืมหุ้น

วิธีนี้ง่ายๆ เราแทบจะไม่ต้องทำอะไร อยู่บ้านนอนตีพุงสบายๆ ก็ได้ค่าขนมจากหุ้นชั้นดีที่เรามีอยู่ในพอร์ต แม้จะอยู่ในช่วงที่ตลาดไม่ดี

โดยมากบริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์จะกำหนดว่าหุ้นที่จะนำไปให้คนอื่นยืมจะต้องเป็นหุ้นที่อยู่ SET50 เท่านั้น (เพราะฉะนั้น คนที่มีหุ้นเล็ก หุ้นจิ๋ว หุ้นซิ่ง หุ้นปั่น หมดสิทธิ)

ระยะเวลาการยืมก็มีทั้งแบบที่ไม่มีกำหนดเวลา อยากจะเรียกคืนเมื่อไหร่ก็ได้ และแบบที่มีกำหนดเวลาแน่นอน เช่น 2 สัปดาห์ 1 เดือน 2 เดือน หรืออาจจะนานกว่านั้น แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ระหว่าง 1 วัน ถึง 1 ปี

ในระหว่างการให้ยืมไม่ต้องเป็นห่วง เพราะโบรกเกอร์จะทำหน้าที่เป็นคนกลางระหว่างคนให้ยืมกับคนยืม (เรียกบริการนี้ว่า การยืมและให้ยืมหลักทรัพย์ หรือ SBL) เพราะฉะนั้นเมื่อถึงกำหนดโบรกเกอร์จะจัดการนำหุ้นมาคืนเราเอง

นอกจากนี้ แม้ว่าเราจะเอาหุ้นไปให้คนอื่นยืม แต่สิทธิต่างๆ ยังเป็นของเราเหมือนเดิม ไม่ว่าจะเป็น สิทธิได้รับเงินปันผล และสิทธิในการซื้อหุ้นเพิ่มทุน

ทีนี้ก็มาถึงเรื่องสำคัญ คือ รายได้ที่เราจะได้รับจากการให้คนอื่นยืมหุ้น ซึ่งโบรกเกอร์จะเรียกว่าค่าธรรมเนียม ซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงไปแล้ว แต่โบรกเกอร์จะกำหนดและจะคำนวณค่าธรรมเนียมกันเป็นรายวัน และคำนวณทุกวัน ไม่มีวันหยุด

โดยค่าธรรมเนียมต่อวัน = (จำนวนหุ้น x ราคาปิดในแต่ละวัน x อัตราราคาค่าธรรมเนียม)/ 365 วัน

บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ยกตัวอย่างการคำนวณค่าธรรมเนียมการให้ยืมหุ้นเอาไว้ว่า ถ้าเราให้ยืมหุ้น XYZ จำนวน 10,000 หุ้น ราคาปิดหุ้นละ 50 บาท และอัตราค่าธรรมเนียมการให้ยืมอยู่ที่ 3% เราจะได้ค่าธรรมเนียมวันละ 34.93 บาท

คำนวณจาก 10,000 x 50 x 3%/365 = 41.09 บาท/วัน แต่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% (เท่ากับ 41.09 x 15% = 6.16 บาท)

ยืมหุ้นคนอื่นไปขาย

ไม่ได้มีแต่คนที่มีหุ้นให้ยืมเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้กำไรในเวลาตลาดขาลง เพราะถ้าเราประเมินสถานการณ์แล้วเชื่อมั่นว่าราคาหุ้นจะปรับลดลง เราก็สามารถยืมหุ้นคนอื่นมาขายได้ เรียกว่า Short Selling

วิธีนี้เป็นการ “ขายแพง” เพราะเราเชื่อว่าราคากำลังจะลดลง และเมื่อราคาลดลงไปจริงๆ เราก็ “ซื้อถูก” มาคืนให้โบรกเกอร์ ซึ่งหากสถานการณ์เป็นไปอย่างที่เราคิดจริงๆ เราจะได้กำไรจากการลงทุนในตลาดขาลง

แต่เมื่อเราเป็นคนยืมก็ต้องมีดอกเบี้ย ซึ่งเรียกว่า ค่าธรรมเนียม เช่นเดียวกับฝั่งคนให้ยืม แต่แน่นอนว่าจะต้องจ่ายสูงกว่าที่คนให้ยืมได้รับ (ลองคิดถึงดอกเบี้ยเงินฝากกับดอกเบี้ยเงินกู้)

กลับไปที่ตัวอย่างการคำนวณของบริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) ด้วยวิธีการคำนวณเหมือนกัน แต่อัตราค่าธรรมเนียมเปลี่ยนไปเล็กน้อย โดยเราขอยืมหุ้น XYZ จำนวน 10,000 หุ้น ราคาปิดหุ้นละ 50 บาท อัตราค่าธรรมเนียมการขอยืมอยู่ที่ 4.5%

ค่าธรรมเนียมการขอยืม คำนวณจาก 10,000 x 50 x 4.5%/365 = 61.64 บาท/วัน แต่ต้องบวกค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% (เท่ากับ 61.64 x 7% = 4.31 บาท) เพราะฉะนั้นการยืมหุ้นของเราจะเสียค่าธรรมเนียมวันละ 65.95 บาท

กำไรขาดทุน

 

เลือก Put DW

ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ (Derivative Warrants) หรือเรียกสั้นๆ ว่า DW เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ถ้านักลงทุนไม่นิยมก็ต้องเป็นโบรกเกอร์ที่นิยม เพราะถ้าเปิด “โพสต์ทูเดย์” ในเซ็กชั่นตลาดเงินทุน จะเห็นว่าตอนนี้ตารางหุ้นไม่ได้มีแค่ 2 หน้าหนังสือพิมพ์เท่านั้น แต่ยังมีพื้นที่อีกเกือบครึ่งหน้าที่ยกให้กับ DW

เพราะ DW มีความพิเศษ คือ เราสามารถทำกำไรได้แม้ในตลาดขาลง

DW เป็นใบสำคัญแสดงสิทธิ ที่มีสิทธิอยู่ 2 แบบ คือ “สิทธิที่จะซื้อ” (Call) และ “สิทธิที่จะขาย” (Put) หุ้นอ้างอิง ซึ่งเป็นได้ทั้งหุ้นใน SET50 หรือหุ้นลำดับที่ 51100 ใน SET100 (ถ้าเป็นไปตามเงื่อนไข) หรือจะเป็นดัชนีตลาดหลักทรัพย์ ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม รวมทั้งอีทีเอฟ

ในกรณีที่เราต้องการหาโอกาสกำไรจากตลาดขาลง หรือคาดว่าราคาหุ้นจะปรับลดลงก็ต้องเลือก DW ที่เป็นสิทธิที่จะขาย ซึ่งต้องสังเกตจากชื่อ DW ห้ามตาลายซื้อกลับขากันเด็ดขาด เพราะแทนที่จะกำไรจะกลายเป็นขาดทุน

ที่ต้องเตือนกันไว้ก่อนก็เพราะชื่อ DW แต่ละตัวจะมีทั้งตัวอักษรและตัวเลขผสมกันได้ถึง 8 หลัก โดย 4 ตัวแรกจะเป็นชื่อหุ้น เพราะฉะนั้นถ้าหุ้นตัวไหนชื่อยาวเกิน 4 ตัวอักษรก็จะถูกตัดเหลือแค่ 4 ตัวแรก

ต่อจากตัวอักษรที่บอกชื่อย่อหุ้นอ้างอิงแล้ว จะเป็นตัวเลข 2 หลัก ที่บอกว่า ใครเป็นผู้ออก DW ตัวนี้ ซึ่งผู้ออก DW แต่ละรายจะมีหมายเลขประจำของตัวเอง

ตัวอักษรตัวถัดไป คือ C หรือ P ซึ่งจะเป็นตัวที่บอกว่า DW ตัวนี้ เป็น สิทธิที่จะซื้อ หรือ สิทธิที่จะขาย โดยหากเป็น สิทธิที่จะซื้อ จะใช้ตัวอักษร C และใช้ตัวอักษร P ถ้าเป็นสิทธิที่จะขาย

ตัวอักษรตัวสุดท้าย จะหมายถึงรุ่นของ DW ที่ออกโดยผู้ออกรายเดียวกัน ซึ่งจะเริ่มจากตัวอักษร AZ แล้วจึงต่อด้วย 19

วิธีการลงทุน DW ไม่ยุ่งยาก เพราะถ้ามีบัญชีซื้อขายหุ้นอยู่แล้วก็เริ่มลงทุนได้ และยังมีข้อได้เปรียบการยืมหุ้นมาขายตรงที่ไม่มีค่าธรรมเนียม ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเรียกหุ้นคืน (ถ้าเป็นการยืมแบบไม่มีกำหนดเวลา)

สินค้าตระกูลฟิวเจอร์ส

แม้จะยังไม่เคยลงทุน แต่ก็พอรู้มาบ้างว่า “ฟิวเจอร์ส” หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าเป็นสินค้าที่สามารถหาโอกาสทำกำไรได้ในช่วงตลาดขาลง โดยใช้กลยุทธ์ “ขายก่อน ซื้อทีหลัง”

และในปัจจุบันก็ไม่ได้มี SET50 Futures อย่างเดียว แต่ยังมี Stock Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาหุ้น และ Sector Index Futures หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงดัชนีหมวดธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีสินค้าอ้างอิงอื่นๆ อีก เช่น ทองคำ น้ำมัน อัตราแลกเปลี่ยน และอัตราดอกเบี้ย

ถ้าอยากจะลงทุนสินค้าอนุพันธ์เหล่านี้ ต้องเริ่มจากเปิดบัญชีซื้อขายอนุพันธ์ หลังจากนั้นก็วางเงินประกันขั้นต้น (ฟิวเจอร์สแต่ละตัวจะกำหนดหลักประกันไว้ไม่เท่ากัน) และเมื่อเปิดสถานะสัญญา หรือเริ่มลงทุนแล้วต้องคอยตรวจสอบระดับเงินประกันด้วย เพราะถ้าระดับเงินประกันลดลงต่ำกว่าหลักประกันขั้นต่ำก็ต้องนำเงินประกันมาเพิ่ม

แต่ถ้าคิดจะกำไรจากฟิวเจอร์ส ต้องศึกษากันให้ดีอีกสักหน่อย ไม่อย่างนั้นแทนที่จะกำไรจากตลาดขาลงอาจจะขาดทุนหนักกว่าเดิมก็ได้

ข่าวล่าสุด

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย

IMF 2026 เปิดมุมพักผ่อนคู่สมรสผู้นำโลก ดันธุรกิจไลฟ์สไตล์ไทย