
ธนชาตเบนเข็มรุกมินิเอสเอ็มอี
เชื่อโตเร็ว2หลักธนชาตเบนเข็มปล่อยกู้เอสเอ็มอีเล็ก ปรับพอร์ตลดเช่าซื้อ มั่นใจคุมความเสี่ยงดี หลังเอ็นพีแอลกลุ่มนี้ยังต่ำ
เชื่อโตเร็ว2หลักธนชาตเบนเข็มปล่อยกู้เอสเอ็มอีเล็ก ปรับพอร์ตลดเช่าซื้อ มั่นใจคุมความเสี่ยงดี หลังเอ็นพีแอลกลุ่มนี้ยังต่ำ
นายสมเจตน์ หมู่ศิริเลิศ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารธนชาต เปิดเผยถึงแผนกลยุทธ์สำคัญในปี 2558 ว่า ธนาคารจะหันมารุกปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่มีขนาดเล็ก หรือมีวงเงินสินเชื่อไม่เกิน 10 ล้านบาท เนื่องจากเห็นโอกาสที่ยังเปิดกว้าง เพราะมีเอสเอ็มอีไซส์เล็กในตลาดถึงเกือบ 60%
ทั้งนี้ แม้หลายฝ่ายจะมองว่าเอสเอ็มอีขนาดเล็กมีความเสี่ยงสูง แต่ธนาคารจะนำระบบวัดความเสี่ยงการปล่อยสินเชื่อและข้อมูลเครดิตบูโรมาใช้ ประกอบกับ มีประสบการณ์ลูกค้าเช่าซื้อกว่าล้านราย คาดว่าสินเชื่อกลุ่มนี้จะเติบโต 2 หลักแน่นอนในปีหน้า เนื่องจากฐานลูกค้าเพียงราว 2 หมื่นราย และพอร์ตสินเชื่อราว 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้ เกิดรายได้ยังอยู่ที่ไม่ถึง 1%
แผนดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของการปรับสมดุลพอร์ตสินเชื่อ ที่ปัจจุบันยังกระจุกในสินเชื่อเช่าซื้อถึง 55% แม้จะลดลงจากเกือบ 70% ยอมรับว่าสินเชื่อเช่าซื้อที่มากยังกดดันสินเชื่อรวมปีนี้ไม่เติบโต ส่วนในปีหน้าจะลดพอร์ตมาอยู่ที่ราว 50%
“แผนปรับสมดุลพอร์ตไม่ได้หมายความว่าจะลดความสำคัญ โดยสินเชื่อเช่าซื้อเรายังคงแผนเป็นเบอร์ 1 ในตลาด เพียงแต่ตอนนี้ตลาดยังซบเซา ไม่เหมาะที่จะกระโจนเท่าไร ประสบการณ์จากธุรกิจเช่าซื้อกว่า 10 ปี ทำให้เราเข้าใจธรรมชาติของตลาดที่มีขึ้นลง เมื่อใดที่ตลาดมีศักยภาพขึ้นจะรุกต่อ” นายสมเจตน์ กล่าว
นายสนอง คุ้มนุช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ เครือข่ายลูกค้ารายย่อย ธนาคารธนชาต กล่าวว่า จะใช้เครือข่ายสาขากว่า 600 สาขา ทำตลาดในกลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กอย่างจริงจัง โดยใช้เจ้าหน้าที่สาขาละ 2 คน รวม 1,200 คน
ทั้งนี้ ลูกค้าเดิมของธนาคารเป็นธุรกิจอพาร์ตเมนต์และร้านขายวัสดุก่อสร้าง ส่วนกลุ่มเป้าหมายที่เห็นโอกาส คือ กลุ่มร้านอาหาร แต่ต้องมีประสบการณ์ทำธุรกิจอย่างน้อย 1 ปี เพราะยังไม่ต้องการเสี่ยงกับธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้ง โดยมีดอกเบี้ยเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าคู่แข่ง
“แม้เอสเอ็มอีจะเป็นธุรกิจครอบครัวไม่ชอบกู้เงิน แต่ก็ยังมีอีกมากที่ต้องการเงินกู้เพื่อขยายธุรกิจ เช่น ร้านเสื้อผ้า ซึ่งเราจะดูใบเสร็จการสั่งซื้อสินค้าสต๊อก กระแสเงินเข้าออกบ้าง ส่วนที่ต้องระวัง คือ จะ คุมอย่างไรไม่ให้ลูกค้าใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ ซึ่งจะกำชับเจ้าหน้าที่ให้ติดตามใกล้ชิด” นายสนอง กล่าว







