
กฎหมายภาษีการรับมรดก ข้อเสนอ 10 ประการ (ตอนแรก)
หลังจากที่ผมได้เขียนถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับร่างภาษีการรับมรดก ทั้งข้อโต้แย้ง ข้อสนับสนุน และข้อพิจารณาไปในตอนก่อนนี้แล้ว ในตอนสุดท้ายนี้ผมขอเสนอข้อเสนอ 10 ประการเกี่ยวกับกฎหมายภาษีการรับมรดกของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้การจัดเก็บภาษีการรับมรดกเป็นไปตามหลักการภาษีอากรที่ดี มีความเป็นธรรม มีความชัดเจนแน่นอน และมีระบบการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
หลังจากที่ผมได้เขียนถึงข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับร่างภาษีการรับมรดก ทั้งข้อโต้แย้ง ข้อสนับสนุน และข้อพิจารณาไปในตอนก่อนนี้แล้ว ในตอนสุดท้ายนี้ผมขอเสนอข้อเสนอ 10 ประการเกี่ยวกับกฎหมายภาษีการรับมรดกของประเทศไทย ทั้งนี้เพื่อให้การจัดเก็บภาษีการรับมรดกเป็นไปตามหลักการภาษีอากรที่ดี มีความเป็นธรรม มีความชัดเจนแน่นอน และมีระบบการจัดเก็บภาษีอย่างมีประสิทธิภาพ
ประการที่ 1 ควรมีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภาษีการให้ควบคู่กับภาษีการรับมรดก
เนื่องจากภาษีการรับมรดกและภาษีการให้ (Gift Tax) เป็นภาษีที่จัดเก็บจากการโอนทรัพย์สินเช่นเดียวกัน ดังนั้นควรมีการพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายภาษีการให้ให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้นว่า จะมีการจัดเก็บภาษีจากการให้หรือไม่ ถ้ามี จะเก็บจากผู้ให้หรือผู้รับ และควรกำหนดให้ชัดเจนว่าการให้หรือการรับการให้ประเภทใดและในมูลค่าเท่าใดที่จะได้รับยกเว้นภาษี
ประการที่ 2 หากมีการเก็บภาษีการรับมรดกในอัตราคงที่ ควรจัดเก็บในอัตราต่ำ และกำหนดให้มูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษีสามารถแก้ไขได้ง่าย
การเก็บภาษีการรับมรดกไม่ควรจัดเก็บในอัตราสูง และไม่ควรเกินกว่าร้อยละ 10 เพราะหากจัดเก็บในอัตราสูงเกินสมควรแล้ว ก็จะทำให้ผู้เสียภาษีจำนวนหนึ่งหลบเลี่ยงไม่เสียภาษี ซึ่งจะทำให้รัฐมีต้นทุนในการจัดเก็บภาษีเพิ่มมากขึ้น สำหรับมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษี ควรจะกำหนดให้มีการแก้ไขได้โดยง่าย โดยอาจมีการกำหนดมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษีขั้นพื้นฐาน (เช่น 50 ล้านบาท)ไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติ และอนุญาตให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังประกาศเพิ่มมูลค่าของทรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษีได้ โดยอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นเป็นรายปีโดยอ้างอิงกับอัตราเงินเฟ้อหรือดัชนีผู้บริโภค เช่นเดียวกับกรณีของประเทศสหรัฐอเมริกาและไต้หวัน
ประการที่ 3 ควรมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณราคาตลาดของทรัพย์มรดกให้ชัดเจน
กฎหมายภาษีการรับมรดกควรจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการคำนวณราคาตลาดของทรัพย์มรดกให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการทุจริตและหลบเลี่ยงภาษีจากการใช้ดุลพินิจในการกำหนดราคาตลาดของทรัพย์มรดกที่ไม่มีราคาตลาดอ้างอิง นอกจากนี้ควรพิจารณากำหนดวันที่ที่ใช้ในการกำหนดราคาตลาดของทรัพย์มรดกให้ชัดเจน เนื่องจากหากอ้างอิงจากวันที่ผู้รับมรดกได้รับทรัพย์มรดก อาจมีข้อโต้แย้งได้ว่าวันใดเป็นวันที่ได้รับทรัพย์มรดก เช่น ในกรณีกองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่ง หรือกรณีที่มีข้อพิพาทในการแบ่งทรัพย์มรดก ควรถือว่าวันใดเป็นวันที่ทายาทได้รับทรัพย์มรดก ระหว่างวันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือวันที่ผู้รับมรดกได้รับทรัพย์มรดกจากการแบ่งกองมรดก เป็นต้น
ประการที่ 4 ควรเริ่มจัดเก็บภาษีการรับมรดกเฉพาะทรัพย์สินที่มีหลักฐานทางทะเบียนก่อน เพื่อให้การจัดเก็บภาษีมีประสิทธิภาพ
แม้ว่าประเทศส่วนใหญ่จะมีการเก็บภาษีการรับมรดกจากทรัพย์สินทุกประเภท แต่เพื่อประสิทธิภาพในการจัดเก็บภาษีแล้ว ผู้เขียนเห็นว่าประเทศไทยอาจเริ่มจัดเก็บภาษีการรับมรดกเฉพาะทรัพย์สินที่มีหลักฐานทางทะเบียนก่อน เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่สามารถตรวจสอบได้ง่าย หากจะมีการจัดเก็บภาษีจากทรัพย์สินทุกประเภทแล้ว อาจทำให้ต้นทุนในการจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น เนื่องจากตรวจสอบได้ยากว่าเจ้ามรดกมีทรัพย์สินอะไรบ้างและมีมูลค่าเท่าใด ทั้งนี้ประเทศที่มีการจัดเก็บภาษีมรดกเฉพาะทรัพย์สินที่มีทะเบียน เช่น ประเทศเวียดนาม เป็นต้น
ประการที่ 5 ควรมีการกำหนดประเภททรัพย์มรดกที่ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก
ควรมีการยกเว้นภาษีการรับมรดกสำหรับทรัพย์สินบางประเภท เช่น ทรัพย์มรดกที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยของผู้รับมรดก โดยอาจจำกัดเฉพาะที่อยู่อาศัยหลังแรก หรือจำกัดมูลค่าที่ได้รับยกเว้นภาษี เป็นต้น
นอกจากนี้ เนื่องจากมีข้อโต้แย้งว่าการจัดเก็บภาษีมรดกจะทำให้มีการลงทุนลดน้อยลง เนื่องจากเกรงว่าทายาทจะต้องเสียภาษีการรับมรดกมากขึ้นตามทรัพย์สินที่มากขึ้น ดังนี้ อาจมีการยกเว้นภาษีสำหรับทรัพย์มรดกบางประเภท เช่น พันธบัตรรัฐบาล สลากออมสิน LTF และ RMF เป็นต้น ทั้งนี้ควรมีการจำกัดมูลค่าที่ได้รับยกเว้นภาษีการรับมรดก หรืออนุญาตให้ยกเว้นภาษีได้บางส่วนหากทรัพย์สินดังกล่าวมีมูลค่าเกินกว่าที่กำหนด
ในสัปดาห์หน้า เรามาติดตามต่อกับข้อเสนออีก5 ข้อ ที่จะช่วยให้กฎหมายภาษีการรับมรดกมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นกันครับ







