เกษตรสั่งทำยุทธศาสตร์ควายไทยป้องกันสูญพันธุ์
รมว.เกษตร สั่งกรมปศุสัตว์ชงยุทธศาสตร์ควายไทยเสนอครม.ป้องกันสูญพันธุ์ หลังพบแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
รมว.เกษตร สั่งกรมปศุสัตว์ชงยุทธศาสตร์ควายไทยเสนอครม.ป้องกันสูญพันธุ์ หลังพบแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง
นายปีติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา รัฐมนตรีว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยในโอกาสตรวจติดตามผลการดำเนินการงานพร้อมมอบนโยบายให้แก่ผู้บริหารกรมปศุสัตว์ว่า ประเด็นที่สำคัญที่มาตรวจเยี่ยมกรมปศุสัตว์ในครั้งนี้ได้มีหารือใน 4 ประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งรัดดำเนินการและแก้ไขปัญหาได้แก่ 1.มาตรการแก้ไขปัญหา โค กระบือ ของไทยที่ลดลง ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องและจะส่งผลให้เกิดการขาดแคลนได้ในอนาคต โดยขณะนี้ปริมาณกระบือในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 8 แสนตัว และมีสัดส่วนที่ลดลงเฉลี่ยปีละ 1 แสนตัว ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างวิกฤตหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้คาดว่ากระบืออาจจะหมดไปจากประเทศได้ภายในระยะเวลา 5 ปี ดังนั้น ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์จัดทำแผนยุทธศาสตร์กระบือให้แล้วเสร็จภายในสองสัปดาห์ เพื่อรายงานสถานการณ์กระบือเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี
ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงสัดส่วนการใช้ประโยชน์ของกระบือให้มีความสมดุลและเหมาะสมใน 3 ส่วนด้วยกัน คือ 1.เพื่อการอนุรักษ์ 2. เพื่อการใช้เป็นแรงงานในภาคเกษตร และ 3. การใช้ผลผลิตจากกระบือเพื่อการบริโภคทั้งในประเทศและเพื่อการส่งออก พร้อมกับมาตรการในการป้องกันไม่ให้ปริมาณกระบือที่มีอยู่ขณะนี้ลดลง และแผนดำเนินการในการเพิ่มสัดส่วนกระบือในประเทศมากขึ้นสำหรับสถานการณ์การผลิตและตลาดโคเนื้อในปี 2558 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 1.04 ล้านตัว โดยแบ่งสัดส่วนการนำเข้า 190,000 ตัว และเนื้อโค 7,000 ตันหรือคิดเป็น 44,000 ตัว ขณะที่การส่งออก 240,000 ตัว จึงพบว่ายังมีปริมาณโคเนื้อที่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการอยู่ประมาณ 3 แสนตัว
อย่างไรก็ตาม ได้มอบหมายให้กรมปศุสัตว์พิจารณามาตรการที่สามารถความยั่งยืนให้กับโคเนื้อได้อย่างแท้จริง ให้สอดคล้องกับปริมาณความต้องการบริโภคทั้งในและต่างประเทศ ทั้งในด้านการปรับโครงสร้างการเลี้ยงโคเนื้อของประเทศให้ได้โคเนื้อคุณภาพดี การคำนึงถึงมูลค่าการนำเข้าและส่งออกที่สร้างรายได้เข้าในประเทศได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่มีการขุนในประเทศแล้วส่งออก ซึ่งสร้างมูลค่าให้แก่โคเนื้อไม่มากนัก และสุดท้ายคือเรื่องต้นทุนการผลิตของเกษตรกรที่พบว่าการผลิตโคเนื้อของไทยยังแพงกว่าประเทศในกลุ่มเพื่อนบ้าน ที่อาจจะส่งผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และต้องพึ่งพาการนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทน
2. การกำกับดูแลโรงฆ่าสัตว์ภายในประเทศให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ต้องมีพนักงานตรวจโรคที่ได้รับการแต่งตั้งโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งขณะนี้มีจำนวน 190 อัตราที่ถูกเลิกจ้าง เนื่องจากหมดสัญญาที่กรมปศุสัตว์ให้การสนับสนุนงบประมาณ โดยการแก้ไขปัญหาในขณะนี้ได้มีการหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แก่ ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมปศุสัตว์ และหน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่นที่กำกับดูแลโรงฆ่าสัตว์ในพื้นที่ ล่าสุดได้มีการจัดจ้างให้มีพนักงานตรวจโรคแล้วจำนวน 47 อัตรา และจะเร่งรัดดำเนินการในส่วนที่เหลือโดยเร่งด่วนต่อไป
3. การสร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการกำกับควบคุมดูแลโรคระบาดสัตว์ ซึ่งขณะนี้กรมปศุสัตว์อยู่ระหว่างการเจรจาแลกเปลี่ยนความร่วมมือกับทางกรมปศุสัตว์สหภาพเมียนมา ในการสร้างเขตปลอดโรคในการเคลื่อนย้ายสัตว์ทางด่านชายแดน โดยไทยพร้อมให้ความร่วมมือทางด้านวิชาการทั้งด้านการควบคุมโรค เวชภัณฑ์ วัคซีน ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ของทั้งสองประเทศที่แต่ละปีมีการเคลื่อนย้ายสัตว์มีชีวิตระหว่างไทย-พม่าถึงปีละ 2 – 3 แสนตัว ขณะเดียวกัน ยังรวมถึงเปิดตลาดสินค้าปศุสัตว์ในต่างประเทศให้มากขึ้น เช่นที่ประสบความสำเร็จในการเจรจาเปิดตลาดสุกรในประเทศรัสเซียเป็นครั้งแรก โดยมีปริมาณความต้องการนำเข้าถึงปีละ 50,000 ตัน/ปี และไก่เนื้อที่ทางรัสเซียก็แสดงความสนใจที่จะนำเข้า แม้ว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอเนื่องจากมีออร์เดอร์จากอียูและญี่ปุ่นเข้ามามาก แต่คาดว่าในอนาคตจะสามารถเพิ่มอัตราการส่งออกให้ให้มากขึ้นได้
4. การพัฒนางานวิจัยพันธุ์สัตว์เพื่อสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร เช่นที่กรมปศุสัตว์ดำเนินการได้เป็นรูปธรรมแล้วขณะนี้ คือ การพัฒนาสายพันธุ์ไก่พื้นบ้านจำนวน 4 สายพันธุ์ และต่อยอดไปสู่เกษตรกรพัฒนาในเชิงพาณิชย์ได้แล้ว ได้แก่ ไก่ชีท่าพระ ไก่แดง ไก่เหลืองหางขาว และไก่ประดู่หางแดง ซึ่งสามารถสร้างรายได้เสริมให้แก่เกษตรกร หรือเป็นรายได้หลักในบางพื้นที่ได้แล้ว







