
หวายบ้านพี้เมืองน่านหวังคนรุ่นใหม่สานต่อ
โครงการเรียนรู้หัตถกรรมภาคเหนือ กับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ได้นำคณะสื่อมวลชนไปดูงานหัตถกรรมที่ จ.น่าน แหล่งหัตถกรรมที่สำคัญทั้งเครื่องหวาย เครื่องเงินชมพูภูคา และผ้าทอลายน้ำไหล
โครงการเรียนรู้หัตถกรรมภาคเหนือ กับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ ศ.ศ.ป. ได้นำคณะสื่อมวลชนไปดูงานหัตถกรรมที่ จ.น่าน แหล่งหัตถกรรมที่สำคัญทั้งเครื่องหวาย เครื่องเงินชมพูภูคา และผ้าทอลายน้ำไหล
เริ่มจากหัตถกรรมหวายกับ “ครูเหรียญ คนอยู่” ที่ได้รับการยกย่องให้เป็นครูศิลป์แห่งแผ่นดิน ของ ศ.ศ.ป. ในปี 2557 ถือเป็นครูที่ริเริ่มการนำหวายในบ้านพี้เหนือ ต.บ้านพี้ อ.บ้านหลวง จ.น่าน มาถักทอเป็นเครื่องจักสาน หัตถกรรมหวาย ทั้งโตก โต๊ะ เก้าอี้ เป็นเวลานานกว่าหลายสิบปี จนได้เอกลักษณ์การถักและสานหวายที่มีลวดลายแบบพิเศษ ทั้งลายสอง ลายสาม ลายดอกบัว และลายมุก เป็นต้น
การผลิตทั้งหมดเป็นงานฝีมือ (แฮนด์เมด) ซึ่งงานแต่ละชิ้นจะใช้เวลาการผลิตประมาณ 5 วัน/1 ชิ้น เช่น โต๊ะขนาดเล็ก ส่วนเตียงนอนจะใช้เวลาการผลิตประมาณ 10 วัน โดยหวายจะเป็นหวายป่าที่มีชาวบ้านในพื้นที่เป็นผู้ตัดมาให้ ขั้นตอนเมื่อได้หวายมาแล้วจะต้องนำไปตากแดดให้แห้ง 5 วัน หลังจากนั้นจะนำหวายมาขึ้นโครงและเริ่มขั้นตอนการจักสานด้วยมือทั้งหมด
งานทุกขั้นตอนละเอียดและประณีตสูงมาก รวมทั้งต้องใช้ความอดทนสูง เพราะใช้เวลาการผลิตหลายวัน รวมทั้งต้องมีใจที่รักในการผลิตอย่างแท้จริงทำให้สามารถผลิตเฟอร์นิเจอร์ได้ตามแบบที่ต้องการ อีกสิ่งสำคัญของการผลิตเครื่องจักสานจากหวายที่นี่คือการใช้หวายธรรมชาติ จึงได้สินค้าที่มีความทนทานและแข็งแรง สามารถใช้งานในอายุยาวนานเป็นสิบปี
ขณะที่ ศ.ศ.ป.ได้เข้ามาช่วยแนะนำเรื่องการผลิตและการทำตลาดให้ เพราะอยู่ภายใต้โครงการครูศิลป์ของแผ่นดิน จึงช่วยเปิดตลาดและทำให้หวายจาก จ.น่าน เป็นที่รู้จักในประเทศมากขึ้น
สำหรับช่องทางทำตลาดในช่วงที่ผ่านมาจะเน้นผ่านการออกแสดงสินค้าใน จ.น่าน และเข้าร่วมออกงานจัดจำหน่ายในกิจกรรมต่างๆ ของ ศ.ศ.ป. ซึ่งเฟอร์นิเจอร์หวายถือเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมของผู้บริโภคในประเทศ โดยได้กำหนดราคาขายไว้ที่ 250300 บาท ส่วนเตียงที่มีขนาดใหญ่จะกำหนดราคาขายไว้ที่ 2,500 บาท
อุปสรรคในการผลิตเครื่องจักสานจากหวายอยู่ที่คนที่ผลิตเป็นผู้สูงอายุทั้งหมด และไม่มีคนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาสืบทอดธุรกิจ โดยคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเน้นทำงานในเมืองและทำการเกษตร เพราะคิดว่างานจักสานเป็นงานที่ต้องใช้เวลานาน และมีขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนจึงไม่สนใจเข้ามาสืบทอดต่อ ทั้งการผลิตเครื่องจักสานจากหวายสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นบาท
“ปัจจุบันกลุ่มบ้านพี้เหนือมีครูช่างที่ผลิตหวายประมาณ 78 คนเท่านั้น ส่วนใหญ่มีอายุ 7080 ปี ซึ่งการที่ผู้สูงอายุมีการรวมกลุ่มทำงานจักสานทำให้ผู้สูงอายุมีงานทำ” ครูเหรียญ กล่าว
ทั้งนี้ อยากให้หน่วยงานภาครัฐเข้ามาส่งเสริมและสนับสนุนงานจักสานหวายมากขึ้น และหาแนวทางส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่สนใจเข้ามาสืบทอดการทำเครื่องจักสาน เพราะหากไม่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอด ในอนาคตเครื่องจักสานหวายที่บ้านพี้เหนือมีโอกาสสูญหายไปอย่างแน่นอน
รวมทั้งอยากให้ภาครัฐเข้ามาช่วยเหลือเรื่องเงินทุน เนื่องจากในกลุ่มมีเครื่องมือช่างที่มีอายุการใช้งานนาน และผู้ผลิตบางรายก็ยังไม่มีอุปกรณ์ในการผลิต ทั้งนี้เมื่อภาครัฐเข้ามาส่งเสริมการผลิตมากขึ้น จะทำให้เทคนิคการผลิตต่างๆ ปรับตัวได้ดีขึ้น ในปัจจุบันการผลิตต่อปีมีจำนวนหลายร้อยชิ้น
“พิมพาพรรณ ชาญศิลป์” ผู้อำนวยการ ศ.ศ.ป. กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2558 ศ.ศ.ป.จะส่งเสริมงานจักสานจากหวายมากขึ้นผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งการจัดนิทรรศการเชิดชูครูช่างของประเทศไทย การเข้าร่วมโครงการ “LUX by SACICT” เพื่อส่งเสริมงานหัตถศิลป์ชั้นสูงและผลักดันงานหัตถกรรมไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะรักษางานหัตถกรรมหวายบ้านพี้ เมืองน่านให้คงอยู่ต่อไป







