
สอท.ชงปล่อยผีเอสเอ็มอี
เลิกคิดภาษีย้อนหลังจูงใจรายเล็กเข้าระบบดึงภาครัฐร่วมสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
เลิกคิดภาษีย้อนหลังจูงใจรายเล็กเข้าระบบดึงภาครัฐร่วมสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
ส.อ.ท.เสนอรัฐงดคิดภาษีย้อนหลังเอสเอ็มอีกว่า 1 ล้านราย ดึงภาครัฐปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ
จ่อเสนอรัฐไม่ให้ตรวจสอบการเงินย้อนเอสเอ็มอีที่ไม่เคยเสียภาษี หวังดึงเข้าระบบรับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้ถูกต้องกว่า 1 ล้านราย พร้อมจับมืออีก 3 องค์กร โดดรับนโยบายส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นวาระแห่งชาติดันให้เข้าถึงแหล่งเงิน แนะเร่งปรับปรุงกฎหมายหลักประกันธุรกิจ เปิดทาง บสย.ค้ำประกันเอสเอ็มอีที่จะออกบอนด์และเข้าตลาด
นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล ประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (SMI) เปิดเผยว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เตรียมเสนอผ่านคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ให้ภาครัฐไม่ต้องคิดคำนวณภาษีย้อนหลังสำหรับเอสเอ็มอีที่ไม่เคยเข้าระบบภาษี เพื่อให้ผู้ประกอบการเหล่านี้เข้าสู่ระบบและได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลได้อย่างถูกต้อง
“ที่ผ่านมาเอสเอ็มอีจำนวนมากไม่ยอมเข้าสู่ระบบภาษีเพราะกลัวถูกคิดภาษีย้อนหลัง ถ้ารัฐแก้ตรงนี้ได้จะทำให้สามารถดึงเอสเอ็มอีเข้าระบบให้ถูกต้องสามารถรับความช่วยเหลือจากภาครัฐได้กว่า 1 ล้านราย จากปัจจุบัน 2.76 ล้านราย แต่ไม่ได้อยู่ในระบบและเข้าถึงการช่วยเหลือของรัฐได้ทั้งหมด” นายศักดิ์ชัย กล่าว
นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า หลังจาก ส.อ.ท.ปรับปรุงองค์กรและตั้ง รองประธาน ส.อ.ท.จึงหวัดเพื่อดูแลเอสเอ็มเป็นการเฉพาะนั้นจะมีนโยบายเปิดรับสมาชิกที่เป็นเอสเอ็มอีทุกประเภทแม้ไม่ใช่ภาคการผลิตที่มีใบ ร.ง.4 โดยจะเปิดกว้างไปสู่เอสเอ็มภาคอื่นๆ นอกจากภาคเกษตร โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่มสมาชิกให้กับ ส.อ.ท. ปีละไม่ต่ำกว่า 3 พันราย จากปัจจุบันที่มีสมาชิกอยู่ 8 พันราย
ทั้งนี้ นอกจากนี้ ส.อ.ท.ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ผลักดันแนวนโยบายเพื่อให้การส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นรูปธรรม โดยจะเสนอแนวทางทั้งหมดต่อภาครัฐผ่าน กกร. บอร์ด สสว. กระทรวงการคลัง
นางสาลินี วังตาล ประธาน ธพว. กล่าวว่า 4 องค์กรให้ความสำคัญกับการลดปัญหาที่เป็นอุปสรรคโดยเฉพาะการเข้าถึงแหล่งเงินทุน จึงเสนอให้ภาครัฐสนับสนุนโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ โดยให้องค์กรรัฐนำเงินมาฝากกับสถาบันการเงินและให้สถาบันการเงินนั้นๆ ปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำกว่าตลาดให้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี คิดเป็น แต่ก็ไม่ต่ำจนเกินไป โดยให้สถาบันการเงินที่ปล่อยอยู่ได้ด้วยเช่นที่ 67% ต่อปี ซึ่งเบื้องต้นโครงการนำร่องอาจใช้วงเงิน 1,0002,000 ล้านบาท หากสำเร็จค่อยขยายผลกว้างขึ้น
นอกจากนี้ ในวันที่ 12 พ.ย. 2557ธพว.จะเปิดตัวสินเชื่อร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท/ราย รวมถึงเพิ่มผู้ให้บริการสินเชื่อในลักษณะนาโนไฟแนนซ์หรือไมโครไฟแนนซ์ รวมถึงผลักดัน พ.ร.บ.หลักประกันทางธุรกิจให้มีผลออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน และในส่วน บสย.ได้เสนอให้ค้ำประกันเพิ่มสำหรับกลุ่มผู้ประกอบการที่กู้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารหรือนันแบงก์แต่ไม่ได้กำหนดวงเงินว่าจะต้องใช้วงเงินทั้งหมดเท่าไรเพราะอยากให้ผ่านการอนุมัติของบอร์ด ธพว. ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 29 พ.ย. 2557 นี้
นางสาววิมนกานต์ โกสุมาศ รักษาการผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า 4 องค์กรเสนอให้มีการปรับปรุงเงื่อนไขที่เกี่ยวกับบุคคลร่วมทุน (Venture Capital) ในพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 39 และหลักเกณฑ์อื่น เพื่อให้องค์กรอื่นๆ สามารถร่วมทุนกับเอสเอ็มอีได้ง่ายกขึ้น ทั้งในเรื่องของระบบภาษีและแรงจูงใจต่างๆ โดยกกระทรวงการคลังอยู่ระหว่างยกร่าง พ.ร.ฎ.ฉบับนี้โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จและได้ประกาศใช้ในปีนี้ และล่าสุดบอร์ดสสว.ได้อนุมัติแล้วให้นำเงินร่วมลงทุนกว่า 1,700 ล้านบาทที่ค้างอยู่ที่ สสว. นำออกมาดำเนินการเรื่องนี้
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ที่ผ่านมาแม้จะมีความพยายามผลักดันกองทุนร่วมลงทุนแต่ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากติดปัญหาข้อกฎหมาย ขณะที่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจครอบครัวที่ไม่ค่อยเปิดให้บุคคลภายนอกเข้าไปร่วมลงทุน ขณะเดียวกันการลงทุนในลักษณะร่วมลงทุนนี้ก็มีความเสี่ยงสูงมากจำเป็นต้องให้หน่วยงานรัฐเป็นผู้เริ่มก่อน
นางสาลินี กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า ในวันที่ 12 พ.ย.2557 ธพว.จะเปิดตัวการให้สินเชื่อในลักษณะร่วมลงทุน โดยจะร่วมลงทุนในธุรกิจของผู้ประกอบการไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย แต่ไม่ได้กำหนดวงเงินว่าจะต้องใช้วงเงินทั้งหมดเท่าไรเพราะอยากให้ผ่านการอนุมัติของบอร์ด ธพว. ซึ่งจะมีการประชุมในวันที่ 29 พ.ย. 2557 นี้
นอกจากนี้ เสนอให้มีแนวทางในการเพิ่มจำนวนผู้ให้กู้ยืมโดยให้ใบอนุญาตกับผู้ที่มิใช่สถาบันการเงินสามารถให้เอสเอ็มอี กู้ยืมในลักษณะนาโนไฟแนนซ์ หรือ ไมโครไฟแนนซ์ ได้อย่างถูกกฎหมายและมีการกำกับติดตามอัตราดอกเบี้ยให้เป็นธรรม รวมถึงผลักดัน พรบ. หลักประกันทางธุรกิจให้มีผลออกมาเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน เนื่องจาก พ.ร.บ.ดังกล่าวได้มีการร่างไว้นานแล้ว ซึ่งหากสามารถผลักดันให้เป็น พ.ร.บ.และมีผลบังคับใช้ก็จะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เอสเอ็มอีมีหลักประกันทางทรัพย์สินได้หลากหลายขึ้น เช่น สิทธิการเช่า สินค้า มูลค่าทางธุรกิจ ตลอดจนนวัตกรรมใหม่
นายวัลลภ เตชะไพบูลย์ กรรมการและผู้จัดการทั่วไป บสย. กล่าวว่า เสนอให้รัฐสนับสนุนทั้งด้านนโยบายและงบประมาณเพื่อ ปรับหลักเกณฑ์การค้ำประกันเงินกู้ ของ บสย. และแก้ไขกฎหมายของ บสย. และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องให้สามารถให้การค้ำประกันสินเชื่อทำได้กว้างขึ้น เช่นให้ บสย. สามารถค้ำประกันสินเชื่อที่เอสเอ็มอีกู้กับสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร(นอนแบงก์) ได้ด้วยจากปัจจุบันค้ำได้เฉพาะกรณีที่เอสเอ็มอีกู้กับธนาคารเท่านั้น และให้ บสย. สามารถค้ำประกันกรณีที่เอสเอ็มอีที่เอสเอ็มอีจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ หรือกรณีที่จะออกหุ้นกู้ได้ด้วย







