
ยักษ์ใหญ่ร่วมทุนรายกลาง-เล็กยังอยู่ได้
ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการร่วมทุน ควบรวมกิจการ สวอปหุ้นของกลุ่มทุนรายใหญ่ทั้งนอกวงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
ความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการร่วมทุน ควบรวมกิจการ สวอปหุ้นของกลุ่มทุนรายใหญ่ทั้งนอกวงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์ และใน วงการอสังหาริมทรัพย์ด้วยกันที่เกิดขึ้นหลายดีลสำคัญในปีนี้ ในมุมของเสาหลักแห่งวงการอสังหาริมทรัพย์อย่าง มานพ พงศทัต อาจารย์ประจำภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แล้วมองว่า แม้จะมีดีลใหญ่เกิดขึ้นหลายดีลในปีนี้ แต่ก็ถือเป็นเรื่องปกติ
“สำหรับในเมืองไทยอาจดูเป็นเรื่องใหม่ แต่ใน ต่างประเทศถือเป็นเรื่องปกติ เหมือนกับการร่วมหุ้นลงทุนกับเพื่อน เมื่อต้องการขยายก็ต้องเพิ่มทุน หรือ ดึงเพื่อนคนใหม่เข้ามาร่วม ซึ่งหากเป็นบริษัทนอกตลาดก็ดำเนินการได้โดยไม่ต้องแจ้งต่อสาธารณะ แต่บริษัทที่ผนึกกำลังกันเวลานี้ส่วนใหญ่เป็นบริษัทมหาชน จึงต้องประกาศต่อสาธารณะอย่างเป็นทางการ จึงดูเหมือนปีนี้มีดีลควบรวม ร่วมทุนมากกว่าปกติ”
มานพ ยังกล่าวอีกว่า ในตลาดทุนยุคใหม่จะเห็นว่ากลุ่มผู้บริหารเป็นคนรุ่นใหม่ที่กล้าหาพันธมิตรใหม่ๆ เข้ามาทำงานที่ใหญ่ขึ้น อาจจะแตกต่างจากแนวทางของคนรุ่นพ่อที่จะไม่อยากควบรวม แต่การทำธุรกิจ นับจากนี้ก็จะต้องมีความเป็นมืออาชีพมากขึ้น รุ่นพ่อ ไม่อยากควบรวม แต่ก็ต้องดึงมืออาชีพเข้ามานั่งบริหาร จึงมองว่าช่วงนี้เป็นช่วงของการผ่องถ่ายจากธุรกิจครอบครัวคนไทยในอดีตสู่ธุรกิจมืออาชีพรับการแข่งขันทั้งกลุ่มทุนภายในประเทศและกลุ่มทุนจากต่างประเทศ ซึ่งนับจากนี้เทรนด์การร่วมทุนจะเกิดขึ้นต่อเนื่อง
ส่วนกลุ่มผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลาง ถ้ามีจุดแข็งในพื้นที่ที่ตัวเองทำตลาดอยู่จะยังไปรอด โดย แม้ว่ารายใหญ่จะพยายามเบ่งตัวเองด้วยการขยายการลงทุนให้ครอบคลุมทุกระดับราคาและครอบคลุมทุกพื้นที่ บีบรายกลาง รายเล็ก แต่ในหลายพื้นที่รายใหญ่เองก็ไปไม่รอด เช่น หลายตลาดในต่างจังหวัด เมื่อรายใหญ่เข้าไป เจอท้องถิ่นที่แข็งแรงกว่าก็ต้องถอย เปรียบเหมือนกับวาฬตายน้ำตื้น ว่ายเข้าใกล้ฝั่งไม่ได้ เช่นเดียวกับตลาดกรุงเทพฯ รายกลาง รายเล็ก ก็ยังโตได้ เพราะในแต่ละพื้นที่ย่อยๆ มีโอกาสที่แตกต่างกัน
สัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ กล่าวว่า การควบรวม ร่วมทุนต่างๆ ที่เกิดขึ้นจำนวนมากในปีนี้ คงเป็นจังหวะ โดยหากเป็นกลุ่มทุนนอกวงการอสังหาริมทรัพย์เข้ามาเทกบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในตลาด เพราะต้องการเข้ามาลงทุนแบบก้าวกระโดด ส่วนกลุ่มทุนเดิมที่มีการร่วมทุนกัน หากมองในเชิงการแข่งขัน ก็ต้องการทำตัวเองให้แข็งแกร่ง เพียงพอจะต่อกรกับ คู่ปรับใหม่ๆ ที่จะเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มทุนรายใหญ่ๆ ของไทยจากธุรกิจอื่นแตกไลน์เข้ามา หรือต่างชาติ ที่จะเข้ามา ส่วนรายกลาง รายเล็กควรหันมาทำ นิชมาร์เก็ต โครงการไม่ใหญ่มาก ทำเร็ว ขายเร็ว เพื่อให้กระแสเงินสดหมุนเวียนได้เร็วขึ้น จะทำให้ยังอยู่ในตลาดได้ เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุด นั่นคือการมีกระแสเงินสดที่ดี
ด้าน อนุชา กุลวิสุทธิ์ ที่ปรึกษาอิสระทางด้านการเงินและการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ให้ความเห็นต่อ การควบรวมกิจการของบริษัทอสังหาริมทรัพย์ว่า การควบรวมกิจการเกิดจากการที่ฐานะการเงินอีกฝ่ายหนึ่ง อ่อนแอ และอาจเกิดการล้มละลายของธุรกิจนั้นได้ จึงต้องมีการควบรวมกิจการขึ้นมา เพื่อให้ประหยัดต้นทุนในทุกด้าน โดยเฉพาะทางด้านการเงิน เพราะจะมีอำนาจต่อรองในการซื้อที่ดินและวัสดุก่อสร้าง
อย่างไรก็ตาม รายใหญ่ไม่ได้สามารถผูกขาดตลาดได้ ไม่ว่าจะควบรวมขนาดของกิจการให้ใหญ่แค่ไหน ก็ตาม แม้ภาพที่ออกมาจะดูเหมือนว่าการควบรวม เพื่อให้กิจการใหญ่ขึ้น แต่แท้จริงเป็นความอ่อนแอของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากกว่า ซึ่งอาจจะเกิดได้ในทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรายกลาง รายเล็ก หรือรายใหญ่ โดย ผลประโยชน์ทางอ้อมของการควบรวมจะตกอยู่กับ ผู้บริโภค เพราะต้นทุนที่ถูกลงจะทำให้ควบคุมราคาขายดีขึ้น
เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการบริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ กล่าวว่า กระแสการควบรวมกิจการหรือร่วมทุนของรายใหญ่ถือเป็นเรื่องปกติ โดยหากย้อนไปเมื่อ 45 ปีที่แล้ว ถือเป็นยุคของกลุ่มกองทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทยทุกรูปแบบ ทั้งซื้อกิจการ หรือร่วมทุนในบางโครงการ โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดการร่วมทุน นั่นคือความต้องการในทีมโอเปอเรชั่นขององค์กรนั้นๆ เพราะสิ่งที่เงินซื้อ ไม่ได้ในทันที นั่นคือ โอเปอเรชั่น ทีม (Operation Team) ถ้าอยากได้ก็ต้องซื้อ และถ้าถามว่า ทำไมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จึงเป็นที่สนใจของนักลงทุนใน ทุกธุรกิจ ก็เพราะธุรกิจพัฒนาที่ดินเป็นหนึ่งในธุรกิจใฝ่ฝันของนักลงทุน เมื่อมีเงินแล้วก็จะซื้อที่ดินเก็บ แต่ถ้าเก็บที่ดินไว้เฉยๆ เงินจะจม ไม่มีอะไรงอกเงย และการลุกมาพัฒนาที่ดินเอง ย่อมมีกำไรมากกว่าขายที่ดินเปล่า
สำหรับการควบรวมของกลุ่มทุนต่างๆ ในมุมของ ผู้ประกอบการรายเล็กและรายกลางส่วนใหญ่กล่าวไปในทิศทางเดียวกันว่า แม้จะเหนื่อยขึ้น เพราะกลุ่มทุนที่มีความแข็งแกร่งทางการเงินมากขึ้น จะมีอำนาจในการซื้อที่ดินทำเลดีๆ มากขึ้น แต่ไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะกลุ่มผู้ควบรวมกิจการกัน หรือร่วมทุนกันไม่ใช่ “บิ๊กอสังหาฯ” กับ “บิ๊กอสังหาฯ” ถ้าแบบนี้น่าเป็นห่วง แต่เป็นการรวมกัน หรือร่วมทุนระหว่าง “ทุนใหญ่” จากวงการอื่น กับ “บริษัทอสังหาฯ” ที่มีอยู่ในตลาด ซึ่งถือเป็นการเสริมกันในเรื่องการเงิน ไม่ใช่การกิน รวบตลาด
แต่สิ่งที่ต้องปรับตัวนับจากนี้ นั่นคือรายกลาง และรายเล็กต้องมีคาแรกเตอร์ที่ชัดเจน มีจุดแข็งในพื้นที่นั้นๆ ที่สามารถสู้กับรายใหญ่ที่เข้ามาได้







