posttoday
การตอบรับหลัง IMF ปรับคาดการณ์

การตอบรับหลัง IMF ปรับคาดการณ์

27 ตุลาคม 2557

หลังจากที่ IMF ได้มีการปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงในช่วงที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมด้วยตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในทิศทางที่แย่ลง โดยเฉพาะตัวเลขจากยูโรโซน รัฐบาลเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตของประเทศตัวเองลง ขณะที่ Fitch และ S&P’s ก็ปรับลดแนวโน้มเครดิตของฝรั่งเศสลงสู่ “เชิงลบ” หมายความว่า ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ในอนาคต ข่าวร้ายต่างๆ นานานี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือเอเชีย ล้วนแต่ปรับลดลงถ้วนหน้า มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

หลังจากที่ IMF ได้มีการปรับลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจโลกลงในช่วงที่ผ่านมา บรรยากาศการลงทุนก็กลับมาอึมครึมอีกครั้ง มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมด้วยตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาในทิศทางที่แย่ลง โดยเฉพาะตัวเลขจากยูโรโซน รัฐบาลเยอรมนีปรับลดคาดการณ์การเติบโตของประเทศตัวเองลง ขณะที่ Fitch และ S&P’s ก็ปรับลดแนวโน้มเครดิตของฝรั่งเศสลงสู่ “เชิงลบ” หมายความว่า ฝรั่งเศสอาจถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือได้ในอนาคต ข่าวร้ายต่างๆ นานานี้ส่งผลให้ตลาดหุ้นไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือเอเชีย ล้วนแต่ปรับลดลงถ้วนหน้า มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันไป

ดัชนี MSCI AllCountry World Index ปรับตัวลดลงจากจุดสูงสุดในเดือน ก.ย. ลงมามากสุดถึง 9.2% ส่วนดัชนี S&P500 ปรับตัวลงประมาณ 9.7% ขณะที่ความกังวลจะหนักไปทางยุโรปมากกว่า ดัชนี DAX ของเยอรมนีปรับตัวลดลงถึง 14.5% ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ค. นอกจากนั้นแล้ว ค่าเงินดอลลาร์ สรอ. ก็ได้แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วจากความกังวลที่เพิ่มขึ้นนี้และแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ และยูโรโซนที่จะไปคนละทาง ซึ่งดอลลาร์ สรอ. ที่แข็งค่าขึ้นนี้ส่งผลลบต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ถ้วนหน้า โดยเฉพาะน้ำมันซึ่งถูกผลกระทบจาก Demand ที่ลดลง และ Supply ที่เพิ่มเติมด้วย ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลงถึง 27.7% จากจุดสูงสุดในเดือน มิ.ย. ซึ่งการที่ราคาน้ำมันปรับลดลงอย่างมากนี้ทำให้เงินเฟ้อคาดการณ์ปรับตัวลดลงทั่วโลก ประเทศที่เผชิญความเสี่ยงด้านเงินฝืดอยู่แล้วจึงดูเหมือนจะมีความเสี่ยงมากขึ้นตามไปด้วย

คำถามจึงมีอยู่ว่าเศรษฐกิจโลกในช่วงถัดไปจะแย่ดั่งภาพที่สะท้อนผ่านตลาดสินทรัพย์เสี่ยงในช่วงผ่านมาหรือไม่

จริงอยู่ที่ IMF ได้มีการปรับมุมมองการเติบโตลดลง แต่เรามีข้อสังเกต 3 ข้อ ดังต่อไปนี้ คือ 1) IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตในปีนี้ลงเพียง 0.1% และปรับลงเพียง 0.2% ซึ่งจริงๆ ถือว่าเป็นการปรับที่ค่อนข้างน้อย 2) จากตัวเลขคาดการณ์ใหม่นี้ IMF ยังคงมองว่าเศรษฐกิจโลกจะดีขึ้นในช่วงถัดไป อัตราการเติบโตน่าจะเร่งตัวขึ้นจาก 3.3% ในปีนี้เป็น 3.8% ในปีหน้า และ 4% ในปีถัดไป ซึ่งอัตราการเติบโตในปี 2015 และ 2016 ล้วนแต่สูงกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในระยะยาวตั้งแต่ปี 1980-2013 ที่ประมาณ 3.5% อยู่ดี และสุดท้าย หากเปรียบเทียบตัวเลขล่าสุดของ IMF กับมุมมองของตลาดในปัจจุบัน (จาก Bloomberg Consensus) ก็จะเห็นว่าไม่ได้แตกต่างกันนัก เช่น การเติบโตของสหรัฐฯ IMF มองไว้ที่ 2.2% ในปีนี้ และ 3.1% ในปีหน้า ไม่แตกต่างเท่าใดจาก Consensus ที่ 2.1% และ 3.0% ตามลำดับ ส่วนในกรณีของยูโรโซน IMF มองการเติบโตที่ 0.8% และ 1.3% ในปีนี้และปีหน้า ซึ่งเท่ากับคาดการณ์ของ Consensus พอดี ดังนั้นตัวเลขที่ IMF ประกาศมาใหม่ จริงๆ แล้วก็เป็นสิ่งที่อยู่ในคาดการณ์ของนักวิเคราะห์อยู่แล้ว และไม่ใช่ข้อมูลใหม่ที่น่าตกใจแต่อย่างใด

นอกจากนี้ หากจะพิจารณาเหตุการณ์อื่นๆ ประกอบกับที่ ECB ระบุว่าจะทำการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติมนี้ ทำให้สภาพคล่องในตลาดโลกยังคงอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง จึงน่าคลายความกังวลว่าสภาพคล่องจะหายไปหลังจากที่เฟดเริ่มขึ้นดอกเบี้ยไปได้ในระดับหนึ่ง ส่วนค่าเงินยูโรโซนอ่อนค่าลงค่อนข้างมากนั้น ย่อมจะส่งผลดีต่อประเทศผู้ส่งออกในกลุ่มยูโรโซน เช่น เยอรมนี เป็นต้น ซึ่งน่าจะทำให้เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้กลับมาฟื้นตัว และช่วยทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจยูโรโซนดีขึ้น นอกจากนี้การที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันปรับตัวลดลง อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อของหลายประเทศปรับตัวลดลงและสร้างความกังวลต่อภาวะเงินฝืดของยูโรโซนให้เพิ่มขึ้น แต่เงินเฟ้อที่ปรับลดลงนี้เป็นผลจากทางด้านอุปทานเป็นหลัก ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อประเทศที่ไม่ใช่ผู้ส่งออกน้ำมัน ภาระค่าใช้จ่ายด้านสินค้าพลังงานที่ลดลงจะทำให้ผู้บริโภคมีเงินเหลือไปจับจ่ายใช้สอยสินค้าประเภทอื่นได้มากขึ้น รวมถึงต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการลดลงด้วย (อันจะแตกต่างจากกรณีที่เงินเฟ้อลดลงจากอุปสงค์ที่อ่อนแอลง ซึ่งจะทำให้ความเสี่ยงต่อเงินฝืดดูน่ากังวลมากกว่า)

ดังนั้น เราจึงมองว่าการที่ตลาดหุ้นปรับตัวลดลงในช่วงที่ผ่านมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจโลกนั้น อาจจะมากเกินการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานไปบ้าง ซึ่งเราไม่ได้มองว่าแนวโน้มเศรษฐกิจโลกดูน่ากังวลขนาดนั้น แม้การชะลอตัวลงของยูโรโซนอาจจะน่าติดตามเหมือนกัน แต่มาตรการกระตุ้นต่างๆ จาก ECB รวมถึงความเป็นไปได้ที่จะมีมาตรการด้านการคลังเข้ามาช่วยสนับสนุนเพิ่มเติม ก็น่าจะทำให้เศรษฐกิจยูโรโซนไม่ได้กลับเข้าสู่ภาวะถดถอยดังที่หลายคนเป็นกังวล

ส่วนเศรษฐกิจไทย เรายังมองการเติบโตในระดับที่ดี โดยคาดการเติบโตไว้สูงถึง 5% ในปีหน้า โดยได้ประโยชน์จากหลายปัจจัย แต่เชื่อว่าการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนน่าจะเป็นเครื่องจักรผลักดันที่สำคัญที่สุด ทั้งนี้ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ฯ ของไทยไม่ได้ปรับตัวลดลงแรงเหมือนประเทศอื่น โดยปรับตัวลงประมาณ 4.6% เท่านั้น ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยอดถือครองของนักลงทุนต่างชาติอยู่ในระดับต่ำ อีกทั้งหลายฝ่ายมองว่าตลาดน่าจะได้รับแรงสนับสนุนจากเม็ดเงิน LTF ในช่วง 2 เดือนสุดท้ายของปีนี้ด้วย

อย่างไรก็ตาม ดอกเบี้ยในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงเศรษฐกิจไทยที่น่าจะดีขึ้น และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่เติบโตขึ้น ทำให้การลงทุนในตราสารทุนยังมีความน่าสนใจมากทีเดียว นักลงทุนระยะยาวอาจจะใช้โอกาสที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงนี้ เข้าสะสมหุ้นเพิ่มเติมได้นะครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ