STPIผงาดยุค มาศถวิน ชาญวีรกูล
การก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ง่ายเลย สำหรับการกู้ซากกิจการที่ย่ำแย่มานาน รอวันล้มละลาย ให้พลิกฟื้นกลับมาเป็นบริษัทที่มีเงินสดเต็มมือ
การก้าวขึ้นมาเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ ไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ง่ายเลย สำหรับการกู้ซากกิจการที่ย่ำแย่มานาน รอวันล้มละลาย ให้พลิกฟื้นกลับมาเป็นบริษัทที่มีเงินสดเต็มมือ
แต่ “มาศถวิน ชาญวีรกูล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสทีพีแอนด์ไอ (STPI) วัย 39 ปี ลูกชายคนที่สองของ ชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและ รมว.มหาดไทย และน้องชายของ อนุทิน ชาญวีรกูล เจ้าของบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัค ชั่น (STEC) ก็ทำสำเร็จมาแล้ว
ทว่าวันนี้ มาศถวิน หัวเรือใหญ่ในการนำพาให้บริษัท เอสทีพีแอนด์ไอ โตแบบก้าวกระโดดและหุ้น STPI ขึ้นมาโดดเด่นอยู่ในดวงใจของนักลงทุนทั้งหลาย ทั้งนี้เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.ที่ผ่านมา STPI เป็นหุ้นที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุดประจำวัน จำนวน 866.70 ล้านบาท ด้วยปริมาณการซื้อขาย 33.78 ล้านหุ้น ขณะที่ราคาหุ้นพุ่งปิดที่ 26 บาท ทำให้เกิดคำถามมากมายว่าเป็นไปได้อย่างไร และ STPI มีอะไรดี
“โพสต์ทูเดย์” มีโอกาสได้สัมภาษณ์หาคำตอบมาไขข้อข้องใจทั้งหมด ??????
มาศถวิน บอกว่า สถิติทางตัวเลขของหุ้น STPI เมื่อวันที่ 2 มิ.ย.2553 ถือเป็นสถิติที่เป็นประวัติศาสตร์และเป็นสิ่งข้ามฝันที่ผมตั้งใจไว้ นับตั้งแต่เข้ามาพลิกฟื้นธุรกิจเมื่อ 8 ปีที่ผ่านมา
“ผมเข้ามาในยามที่ทุกอย่างวิกฤต มันจึงเปรียบเหมือนสถานการณ์สร้างวีรบุรุษ ตอนนั้นธุรกิจนี้กำลังสิ้นลม กำลังล้มละลาย ถูกทิ้งและไม่ได้รับการดูแลจากทุกส่วน ทำให้ส่วนของผู้ถือหุ้นติดลบกว่า 200 ล้านบาท และแต่ละวันมีปริมาณการซื้อขายเพียง 4 แสนหุ้นเท่านั้น”
ในภาวะที่ทุกอย่างเงียบสงัด วังเวง ทำให้ผมมีสมาธิ มีโอกาส นำการเปลี่ยนแปลงต่างๆ มาใส่ มาใช้ในการบริหารและนำพา STPI มาจนถึงทุกวันนี้ บริษัทกลับมามีกำไรสุทธิ 1,788 ล้านบาท หรือ 5.53 บาทต่อหุ้น ส่วนของผู้ถือหุ้น 4,302 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ต แคป) 8,365 ล้านบาท
“ผมตัดสินใจลาออกจากดาวเคมิคอลหลังจากทำงานมากว่า 10 ปี โดยเข้าไปเริ่มงานที่ STEC แต่องค์กรใหญ่ ยากที่จะเปลี่ยนแปลง เมื่อได้โอกาสทำงานที่ STPI ผมจึงนำวัฒนธรรมแบบตะวันตกที่ได้มาจากดาวเคมิคอล มาผสมกับวัฒนธรรมแบบตะวันออกที่เรียนรู้มาตลอดรวมถึงการเรียนที่คณะบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาใช้ โดยเฉพาะเรื่องความกล้าตัดสินใจ หากมองว่าเรื่องไหนไม่ได้ก็ต้องตัดทิ้ง เรื่องไหนดีก็ต้องพัฒนาทำให้นำพาบริษัทหลุดพ้นวิกฤตได้
นอกจากนี้ ยังโชคดีที่มีทีมงานส่วนใหญ่มากด้วยประสบการณ์ยาวนานในเรื่องงานก่อสร้าง วิศวกรรมเครื่องกล ซึ่งกำลังแก้กฎระเบียบเพิ่มเกษียณอายุเป็น 75 ปี เพราะงานต้องใช้ความเชี่ยวชาญมาก
มาศถวิน กล่าวว่า STPI วันนี้เปรียบเสมือนการสร้างมูลค่าเพิ่มหรือต่อยอดธุรกิจมาจาก STEC แต่ทำในแนวตั้ง ที่คู่แข่งแนวเดียวกันกับ STEC เช่น ช.การช่าง (CK) และอิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) ไม่ได้ก้าวมาแข่งด้วย
ที่ผ่านมา STPI รับผลิตชิ้นส่วนส่งขายและมีรายได้จากค่าแรงเท่านั้น ทุกวันนี้ผันมาทำโรงงานสำเร็จรูปขาย ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง ทำให้บริษัทมีรายได้และกำไรสูงมาก
“ถึงตอนนี้ STPI ได้เปลี่ยนจากการเป็นรถเข็นขายสุกี้ข้างถนนมาเป็นร้าน MK สุกี้ และเป็น MK ระดับพรีเมียมแล้ว”
บทพิสูจน์ที่ชัดเจนและถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญเกิดขึ้นเมื่อปี 2548-2549 หลังตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัท CLOUGH ซึ่งเป็นบริษัทรับเหมาก่อสร้างของออสเตรเลีย หรือเทียบเท่า CK ลงทุนฝ่ายละ 50% ตั้งบริษัท คลับชิโน รับจ้างงานในต่างประเทศ ซึ่งตอนนั้นมีกำไรประมาณ 600 ล้านบาท หลังจากนั้นเราก็ประกาศอิสรภาพจาก CLOUGH ด้วยการรับงานเองทั้งหมด
ล่าสุดบริษัทได้ส่งมอบงาน FLUTO LNG ให้กับออสเตรเลีย มีมูลค่า 2.4 หมื่นล้านบาท และทางผู้ว่าจ้างก็มอบเกียรติบัตร ซึ่งเปรียบเหมือนเหรียญทองโอลิมปิกให้บริษัท เพราะทำงาน 80 ล้านชั่วโมงไม่เกิดอุบัติเหตุขึ้นเลย ทำให้ STPI มีกำไรที่แข็งแกร่ง
สำหรับงานต่อไปบริษัทเจรจาขั้นสุดท้ายกับงาน FLUTO LNG ระยะที่ 2 และงานจากแบล็กเทล มูลค่า 4,000 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม งานที่ใช้ความชำนาญสูงมาก ไม่สามารถรับงานซ้ำซ้อนได้ ทำให้บางจังหวะกำไรจะโตมากและบางครั้งก็จะนิ่ง แต่แนวโน้มงานที่ทำยังมีอนาคตที่เติบโตอย่างมาก ตราบใดที่โลกต้องใช้น้ำมันและก๊าซ ธุรกิจนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป
“STPI จะเป็นธุรกิจที่เติบโตแบบยั่งยืน นักลงทุนไม่ต้องกังวล เพราะเรามีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่มีหนี้สินเลย ขณะเดียวกันก็อยู่ในฐานะผู้ให้กู้ได้ ตอนนี้มีเงินสดในมือ 3,000 ล้านบาท ซึ่งเพียงพอที่จะให้บริษัทอยู่ได้แม้จะไม่มีงานใหม่ๆ เลย”
นอกจากนี้ หุ้น STPI มีมาร์เก็ตแคปใหญ่ขึ้นกว่า 8,000 ล้านบาท ทำให้นักลงทุนประเภทกองทุนสามารถเข้ามาลงทุนได้ ที่ผ่านมากองทุนจะลงทุนได้จะต้องมีมาร์เก็ตแคปเกิน 6,000 ล้านบาท จึงน่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งสนับสนุนให้ราคาหุ้นวิ่งขึ้น แต่ทุกอย่างล้วน|มาจากพื้นฐานของธุรกิจและยอมรับว่าได้รับคำถามจากตลาดหลักทรัพย์เช่นกันถึงสาเหตุที่ทำให้หุ้นวิ่งแรงและก็ชี้แจงไปตามพื้นฐานธุรกิจ
ถึงวันนี้ STPI ประกาศอิสรภาพจาก STEC เป็นบริษัทที่จะก้าวไปทำธุรกิจต่างประเทศอย่างเต็มรูปแบบ ปลอดจากการเมือง แต่ละปีได้สร้างเม็ดเงินเข้าประเทศประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และมีการจ้างงานกว่า 1.4 แสนอัตรา
ทิ้งท้าย มาศถวิน บอกว่า ชีวิตผมคงไม่สนใจเล่นการเมือง แต่ผมห่วงใยและสนใจเรื่องบ้านเมือง


