posttoday
9เดือนแรกเอไอเอยังแกร่ง

9เดือนแรกเอไอเอยังแกร่ง

24 ตุลาคม 2557

เบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่ม11%ส่งกำไรกลับบริษัทแม่แล้ว1.3หมื่นล้าน

เบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่ม11%ส่งกำไรกลับบริษัทแม่แล้ว1.3หมื่นล้าน

เอไอเอเผย 9 เดือนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่มขึ้น 11% ไทยเติบโตแกร่งส่งกำไรบริษัทแม่หมื่นล้าน

นายมาร์ค ทักเกอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอไอเอ ซึ่งมีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาใน 17 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนของกลุ่มเอไอเอ สิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค. 2557 มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่มขึ้น 11% อยู่ที่ 2,634 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.42 หมื่นล้านบาท) รวมเบี้ยรับทุกประเภท 1.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.46 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 8%

สำหรับผลประกอบการที่โดดเด่นอื่นๆ ในไตรมาส 3 คือ การเติบโตในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไทย โดยเอไอเอ ประเทศไทยนั้น จากรายงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) งวด 9 เดือนแรกของปี 2557 เริ่มจากเดือน ธ.ค. 2556 สิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค. พบว่า มีการส่งกำไรออกไปให้สำนักงานใหญ่แล้ว 1.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.23% จากเบี้ยรับรวมประมาณ 8.01 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.71%

ขณะที่งบการเงิน 6 เดือนแรกปี 2557 ของกลุ่มเอไอเอ ระบุว่า เอไอเอ สาขาประเทศไทย มีกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วน 19% เป็นเงิน 279 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อันดับ 1 คือ ฮ่องกง มีสัดส่วน 32% เป็นเงิน 460 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์มาเป็นอันดับ 3 คิดเป็น 14% ที่ 203 ล้านเหรียญสหรัฐ

ทั้งนี้ กลุ่มเอไอเอให้ความสนใจตลาดชนชั้นกลางในเอเชียมากขึ้น โดยได้จัดทำการวิจัยถึงความคาดหวังในอนาคตของกลุ่มชนชั้นกลางใน 6 ประเทศ เป็นปีที่ 2 ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการ ทั้งในส่วนบุคคลและครอบครัวในทุกช่วงชีวิต พบว่ากลุ่มสำรวจให้ความสำคัญด้านสุขภาพมาเป็นอันดับแรก ตามด้วยการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นของลูกหลานและชีวิตแต่งงาน เป็นแรงจูงใจให้เกิดการเก็บออมและสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต ขณะที่ในประเทศไทยนั้นให้ความสำคัญกับสุขภาพและความมั่งคั่งของคนในครอบครัวมาเป็นอันดับแรก

ขณะที่การเกษียณอายุยังเป็นปัจจัยที่ชนชั้นกลางมองว่ามีความท้าทาย เพราะทั้ง 6 ประเทศนี้ต่างกังวลว่าจะไม่มีเงินออมที่เพียงพอในการใช้จ่ายอย่างสะดวกสบายหลังเกษียณ แต่ความเห็นของจำนวนเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์ เห็นว่าจำนวนควรอยู่ที่ 8.98 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 28.74 ล้านบาท) ส่วนไทยอยู่ที่ 2.33 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 15.77 ล้านบาท)

ข่าวล่าสุด

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69

LIVE ถ่ายทอดสด มวยวัน ลุมพินี 175 ONE Championship วันนี้ 16 ต.ค.69