
9เดือนแรกเอไอเอยังแกร่ง
เบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่ม11%ส่งกำไรกลับบริษัทแม่แล้ว1.3หมื่นล้าน
เบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่ม11%ส่งกำไรกลับบริษัทแม่แล้ว1.3หมื่นล้าน
เอไอเอเผย 9 เดือนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่มขึ้น 11% ไทยเติบโตแกร่งส่งกำไรบริษัทแม่หมื่นล้าน
นายมาร์ค ทักเกอร์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เอไอเอ ซึ่งมีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาใน 17 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนของกลุ่มเอไอเอ สิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค. 2557 มีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกเพิ่มขึ้น 11% อยู่ที่ 2,634 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 8.42 หมื่นล้านบาท) รวมเบี้ยรับทุกประเภท 1.39 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.46 แสนล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้น 8%
สำหรับผลประกอบการที่โดดเด่นอื่นๆ ในไตรมาส 3 คือ การเติบโตในฮ่องกง มาเลเซีย สิงคโปร์ และการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในไทย โดยเอไอเอ ประเทศไทยนั้น จากรายงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) งวด 9 เดือนแรกของปี 2557 เริ่มจากเดือน ธ.ค. 2556 สิ้นสุดวันที่ 31 ส.ค. พบว่า มีการส่งกำไรออกไปให้สำนักงานใหญ่แล้ว 1.39 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.23% จากเบี้ยรับรวมประมาณ 8.01 หมื่นล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.71%
ขณะที่งบการเงิน 6 เดือนแรกปี 2557 ของกลุ่มเอไอเอ ระบุว่า เอไอเอ สาขาประเทศไทย มีกำไรจากการดำเนินงานหลังหักภาษีเป็นอันดับ 2 ของกลุ่ม คิดเป็นสัดส่วน 19% เป็นเงิน 279 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่อันดับ 1 คือ ฮ่องกง มีสัดส่วน 32% เป็นเงิน 460 ล้านเหรียญสหรัฐ และสิงคโปร์มาเป็นอันดับ 3 คิดเป็น 14% ที่ 203 ล้านเหรียญสหรัฐ
ทั้งนี้ กลุ่มเอไอเอให้ความสนใจตลาดชนชั้นกลางในเอเชียมากขึ้น โดยได้จัดทำการวิจัยถึงความคาดหวังในอนาคตของกลุ่มชนชั้นกลางใน 6 ประเทศ เป็นปีที่ 2 ประกอบด้วย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่เหมาะสมกับความต้องการ ทั้งในส่วนบุคคลและครอบครัวในทุกช่วงชีวิต พบว่ากลุ่มสำรวจให้ความสำคัญด้านสุขภาพมาเป็นอันดับแรก ตามด้วยการใช้ชีวิตที่ดีขึ้นของลูกหลานและชีวิตแต่งงาน เป็นแรงจูงใจให้เกิดการเก็บออมและสร้างความมั่งคั่งให้กับชีวิต ขณะที่ในประเทศไทยนั้นให้ความสำคัญกับสุขภาพและความมั่งคั่งของคนในครอบครัวมาเป็นอันดับแรก
ขณะที่การเกษียณอายุยังเป็นปัจจัยที่ชนชั้นกลางมองว่ามีความท้าทาย เพราะทั้ง 6 ประเทศนี้ต่างกังวลว่าจะไม่มีเงินออมที่เพียงพอในการใช้จ่ายอย่างสะดวกสบายหลังเกษียณ แต่ความเห็นของจำนวนเงินที่ต้องการใช้หลังเกษียณแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ เช่น สิงคโปร์ เห็นว่าจำนวนควรอยู่ที่ 8.98 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 28.74 ล้านบาท) ส่วนไทยอยู่ที่ 2.33 แสนเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 15.77 ล้านบาท)







