
แบงก์หืดจับ 9 เดือนหนี้เสียยังขาขึ้น
แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะพยายามควบคุมอัตราการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
โดย...ศุภลักษณ์ เอกกิตติวงษ์
แม้ว่าธนาคารพาณิชย์จะพยายามควบคุมอัตราการเกิดหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มาตั้งแต่ต้นปี ดังที่เห็นจากการเข้มงวดปล่อยสินเชื่อใหม่ และเข้าไปดูแลลูกค้าเดิมให้มีสุขภาพการเงินที่หมุนเวียนดี โดยมีความหวังว่าหลังจากที่สถานการณ์การเมืองสงบ และรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มเข้ามาผลักดันงบประมาณต่างๆ เศรษฐกิจจะดีขึ้น
แต่ปรากฏว่าในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2557 นี้ ธนาคารแต่ละแห่งยังเผชิญภาวะเอ็นพีแอลทรงตัวระดับสูง โดยเฉพาะธนาคารที่มุ่งเน้นลูกค้ารายย่อยและสินเชื่อเช่าซื้อที่อาการยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากยอดขายรถยนต์ที่หดตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้สินเชื่อปล่อยใหม่ลดลง กดดันให้อัตราหนี้เสียต่อสินเชื่อรวมขยับสูงขึ้น
ทั้งนี้ จากธนาคารพาณิชย์ 11 แห่งที่ประกาศผลประกอบการออกมา พบว่า ธนาคารเกียรตินาคิน มีระดับหนี้เอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมสูงที่สุดที่ 5.6% โดยปริมาณเอ็นพีแอลอยู่ที่ 10,483 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 7,283 ล้านบาท หรือ 3.8% ของสินเชื่อรวมเมื่อสิ้นปี 2556 แต่เป็นอัตราทรงตัวเท่ากับไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกจัดชั้นเริ่มทยอยคืนหนี้แล้ว แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลยังสูงเพราะสินเชื่อไม่เติบโต
“ทิศทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ประกอบกับยอดขายรถยนต์ในประเทศ 8 เดือนแรกของปี 2557 หดตัวถึง 38.3% ต่อปี ทำให้สินเชื่อเช่าซื้อยังมีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยธนาคารมีสัดส่วนสินเชื่อเช่าซื้อเกือบ 70% ของพอร์ตสินเชื่อรวม จึงได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้” อภินันท์ เกลียวปฏินนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารเกียรตินาคิน ระบุถึงปัจจัยที่กดดันการทำธุรกิจของธนาคาร
ทั้งนี้ สินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ของธนาคารเกียรตินาคินในช่วง 9 เดือน หดตัวไป 4.6% จากสิ้นปี 2556 ส่งผลให้มีเอ็นพีแอลในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นจาก 2.1% เป็น 2.8% แต่อภินันท์เริ่มเบาใจเมื่อเห็นสัญญาณที่ดีขึ้นจากอัตราเพิ่มของเอ็นพีแอลเริ่มชะลอลง โดยไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นเพียง 83 ล้านบาท เทียบกับไตรมาส 2 เพิ่มขึ้นถึง 400 ล้านบาท
ขณะที่ ธนาคารกรุงไทย ในช่วง 9 เดือนมีระดับเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นกว่า 1 หมื่นล้านบาท หรือ 19.5% จากสิ้นปี 2556 มาอยู่ที่ 67,467 ล้านบาท ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) รวมถึงลูกค้ารายย่อย แต่ด้วยสินเชื่อที่ขยายตัว 5.25% ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นไม่แรงมาก จาก 2.65% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 3.08%
ด้านธนาคารกรุงเทพ มีจำนวนหนี้เอ็นพีแอล 46,118 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,890 ล้านบาท จากสิ้นปี 2556 หรือ 6.7% ส่งผลให้อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่ออยู่ที่ 2.3% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2556 ซึ่งอยู่ที่ 2.2% โดยเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นเกิดจากลูกค้าขนาดกลางถึงใหญ่บางราย ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและตลาดการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
ธนาคารกสิกรไทย สิ้นไตรมาส 3 พบว่า มีจำนวนหนี้เอ็นพีแอลรวม 35,013 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวม 2.16% ซึ่งสัดส่วนเอ็นพีแอลของธนาคารกสิกรไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 2.14% และจากสิ้นปี 2556 ที่มีสัดส่วนเอ็นพีแอลระดับ 2.11% ต่อสินเชื่อรวม
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา มีเอ็นพีแอล 34,505 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 27,014 ล้านบาทเมื่อสิ้นปี 2556 ส่งผลให้สัดส่วนเอ็นพีแอลขึ้นมาอยู่ที่ 3.26% โดยเพิ่มขึ้นจากกลุ่มเอสเอ็มอีและการจัดชั้นสินเชื่อด้อยคุณภาพของลูกค้ารายใหญ่ 1 ราย ส่วนธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เอ็นพีแอลอยู่ที่ 6,000 ล้านบาท สัดส่วนเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นเป็น 3.3% จาก 2.5% เมื่อสิ้นปี
ส่วนกลุ่มทิสโก้ ซึ่งเน้นด้านสินเชื่อเช่าซื้ออีกราย ในไตรมาส 3/2557 หนี้เอ็นพีแอลทั้งหมดมี 6,470 ล้านบาท สัดส่วนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 2.35% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2556 ซึ่งอยู่ระดับ 1.70% ส่วนธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ เอ็นพีแอลขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 1.83% เมื่อสิ้นปีที่แล้ว มาอยู่ที่ 1.94% ด้านกลุ่มธนชาต มีปริมาณเอ็นพีแอลสิ้นไตรมาส 3 จำนวน 37,470 ล้านบาท ลดลงจาก 37,540 ล้านบาท เมื่อสิ้นปี 2556 แต่สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมเพิ่มขึ้นจาก 4.49% เป็น 4.66% เนื่องจากสินเชื่อรวมหดตัว
ก่อนหน้านี้ บริษัทวิจัยหลายสำนัก เช่น มูดี้ส์ อินเวสเตอร์เซอร์วิส ได้ส่งสัญญาณเตือนว่า ภาวะหนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงของไทย ซึ่งล่าสุดพุ่งไปแตะระดับ 83% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) จะเป็นแรงกดดันสำคัญที่ฉุดคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารพาณิชย์
อย่างไรก็ดี มีธนาคารพาณิชย์ 2 แห่ง ที่มีระดับหนี้เอ็นพีแอลลดลงจากสิ้นปี 2556 คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ ที่สัดส่วนเอ็นพีแอลต่อสินเชื่อรวมสิ้นไตรมาส 3 ปีนี้ลดลงมาเหลือ 2.11% จาก 2.14% และธนาคารทหารไทยที่บริหารจัดการหนี้จนเอ็นพีแอลอยู่ที่ 3.43% จาก 3.87% เมื่อสิ้นปีก่อน
ณรงค์ชัย ว่องธนะวิโมกษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายกลยุทธ์และการเงิน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย ชี้ว่า เอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่มาจากสินเชื่อเช่าซื้อ สินเชื่อบุคคล รวมทั้งมีลูกค้ารายใหญ่ 12 รายที่กำลังหาทางแก้ปัญหาอยู่ ซึ่งยอมรับว่าเอ็นพีแอลที่เพิ่มขึ้นทำให้ธนาคารต้องปรับแผนธุรกิจและประเมินเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าอย่างรัดกุมยิ่งขึ้น
“ก็ต้องยอมรับความจริงว่าสถานการณ์ยังไม่ดีเท่าที่ควรทำให้เอ็นพีแอลขึ้น เพราะหากจะบอกวิธีทำให้เอ็นพีแอลอยู่ระดับต่ำๆ ง่ายมาก แค่ปล่อยสินเชื่อให้มากๆ เท่านี้สัดส่วนเอ็นพีแอลก็จะลดลง แต่ไม่คุ้มกันเพราะถ้าเร่งปล่อยสินเชื่อ ก็มีความเสี่ยงต่อคุณภาพหนี้และมีผลให้ต้องกันเงินทุนเพื่อสำรองหนี้มากขึ้น” ณรงค์ชัย กล่าว
ต้องติดตามในช่วง 3 เดือนสุดท้าย ซึ่งเป็นฤดูกาลจับจ่ายใช้สอยที่ทำให้เศรษฐกิจหมุนเวียน รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เร่งรัดออกมา จะทำให้สถานการณ์เอ็นพีแอลและสินเชื่อแบงก์ดีขึ้นมากน้อยเพียงใด สามารถปิดงบสิ้นปีอย่างสวยหรูตามเป้าหมายหรือไม่
ขณะที่ระยะ 1 ปีข้างหน้า แผนธุรกิจของธนาคารก็จะยังมีความรัดกุมขึ้น ทำให้ยังไม่สามารถคาดหวังการกลับมาขยายสินเชื่อแรงๆ เพราะแม้หลายมุมมองจะบอกว่าดี แต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านที่ต้องจับตา รวมทั้งเงินลงทุนภาครัฐจะเร็วเพียงใด ทำให้เป็นอีก 1 ปีที่หลายธนาคารเลือกที่จะรอดูสถานการณ์มากกว่าที่จะเร่งบุกตะลุย







