
วิบูลย์ อุตสาหจิต นำสปาแห่งแรกเข้าตลาดหุ้น
“วิบูลย์ อุตสาหจิต” หนุ่มโสดวัย 50 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) ผู้ให้บริการธุรกิจสปาแบบครบวงจร และกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งถือเป็นการนำธุรกิจสปาแห่งแรกเข้าตลาดหุ้น
“วิบูลย์ อุตสาหจิต” หนุ่มโสดวัย 50 ปี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเวลเนสกรุ๊ป (SPA) ผู้ให้บริการธุรกิจสปาแบบครบวงจร และกำลังจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ซึ่งถือเป็นการนำธุรกิจสปาแห่งแรกเข้าตลาดหุ้น
จากเด็กที่เรียนเมืองนอกตั้งแต่ไฮสกูล โดยเลือกเรียนวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ที่มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย ที่สหรัฐมา เพราะอยากเป็นโปรแกรมเมอร์ เนื่องด้วยคอมพิวเตอร์กว่า 20 ปีก่อนเป็นเรื่องใหม่ แต่เอาเข้าจริงกลับไม่ชอบเท่ากับวิชาเลือกที่เรียนด้านบัญชีหรือเศรษฐศาสตร์
จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขาค้นพบว่าอยากทำธุรกิจสปาครบวงจร เพราะไปเจอเพื่อนที่เพิ่งจบด้านกายภาพบำบัดจากมหาวิทยาลัยมหิดลและมาเรียนต่อปริญญาโทที่สหรัฐ แนะนำว่า โรคกระเพาะที่เป็นอยู่จนปวดลามไปถึงหลังเกิดจากเส้นในร่างกายที่ยึด พร้อมสอนให้นวดผ่อนคลายตัวเองได้ จากนั้นจึงได้ค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจัง พร้อมเวลากลับมาเมืองไทยก็จะมานวดแผนโบราณ
เมื่อเรียนจบกลับมาช่วยงานธุรกิจที่บ้านเป็นโรงพิมพ์และเจ้าของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นและไซเบอร์พริ้นท์กรุ๊ป ที่ทำหน้าที่ดูแลลูกค้ารับงานด้านพิมพ์ (เออี) และจำหน่ายของพรีเมียม พร้อมกับรับผิดชอบร้านกิฟต์ช็อปที่เป็นช่องทางการจำหน่ายของพรีเมียมอีกทางที่ จ.เชียงใหม่ จึงเกิดแนวคิดที่จะเปิดร้านนวดไทยแผนโบราณที่เชียงใหม่ไว้เป็นงานอดิเรก
ดังนั้น จึงนำจุดเด่นทั้งการนวดหรือสปาที่มีอยู่ในโรงแรมกับการนวดแบบสไตล์พื้นบ้าน พร้อมนำเครื่องนวดแบบเก้าอี้นั่งนวดสั่งมาจากต่างประเทศเข้ามาบริการที่เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีนักท่องเที่ยวตลอด
ธุรกิจไปด้วยดีจนเปิดสาขาที่ 2 ที่เชียงใหม่ในปีเดียวและขยายสาขาไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งที่ไม่เคยบอกที่บ้านว่าทำธุรกิจนี้เป็นงานอดิเรก เพราะกลัวคุณพ่อคุณแม่หรือพี่จะต่อว่า เพราะมองว่าความเชื่อในสมัยนั้นอาจมองลบ จนวันหนึ่งทุกอย่างต้องเปิดเผย และคุณพ่อให้คำสอนมาอย่างหนึ่งที่เป็นข้อเตือนใจไว้ใช้จนทุกวันนี้ “จะทำอะไรก็แล้วแต่ อย่าหากินบนคราบน้ำตาของคนอื่น”
ปลายปี 2554 เขาเริ่มมองการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพื่อรองรับการขยายประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
SPA เป็นธุรกิจที่ทำมา 17 ปี ปัจจุบันมีทั้งหมด 13 สาขา โดยเป็นร้านสปาออกมา 2 แบรนด์ คือ Let’s Ralex ที่กลุ่มลูกค้าระดับบีบวกขึ้นไป และระรินจินดา เวลเนส สปา 3 สาขา ที่เน้นไปทางเป็นสปาระดับ 5 ดาว ที่บริการอยู่ในโรงแรมมาตรฐาน 5 ดาว ซึ่ง 2 แบรนด์นี้ได้รับการตอบรับดีจากชาวต่างชาติ และปัจจุบันอยู่ระหว่างการทดลองเปิด 1 สาขา เป็นอีกหนึ่งแบรนด์เพื่อเจาะกลุ่มระดับ 3 ดาว คนไทยระดับกลาง ซึ่งคาดว่าน่าจะเปิดตัวได้ปีหน้า ส่วนที่ต่างประเทศคาดว่าน่าจะเริ่มได้ตั้งแต่ปี 2559
SPA รักษามาตรฐานการบริการที่เท่ากันตามสาขาต่างๆ จนสร้างความภาคภูมิใจให้กับเขา เพราะได้รับการกล่าวถึงจากหนังสือนักเดินทางอย่างโลนลีแพลนเน็ตตั้งแต่เปิดสาขาแรกว่า มาแล้วต้องมาใช้บริการ การใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการทำเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ทำให้ต่อปีมีต้นทุนการประชาสัมพันธ์และโปรโมชั่นที่น้อย และยังมีการกระจายความเสี่ยงในธุรกิจ เพราะแต่ละสาขากระจายอยู่ตามจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ซึ่งเมื่อเกิดสถานการณ์การเมืองหรือภัยพิบัติก็จะไม่ได้กระทบในทุกพื้นที่ รวมถึงอนาคตยังมีร้านสปาที่เจาะลูกค้าทุกระดับ
หลักการบริหารของเขาคือ ซื่อสัตย์ จริงใจ และทำงานแบบตรงไปตรงมากับทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัท ไม่ว่าจะเป็นหุ้นส่วนที่เป็นเพื่อนกันมา พี่น้องที่เข้ามาเป็นหุ้นส่วนเพิ่ม หรือพนักงาน ช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมืองบริษัทก็จะมีการการันตีรายได้ให้กับพนักงานนวดหรือทำสปาที่มีชั่วโมงการทำงานได้น้อยกว่าระดับที่ควรจะได้ เพราะเชื่อว่ายามลำบากต้องช่วยกัน
เวลาว่างส่วนใหญ่ของเขาคือ การออกไปนวดเพื่อตรวจสอบการให้บริการในแต่ละสาขา







