posttoday
Biz Monitor

Biz Monitor

22 ตุลาคม 2557

แฮปปี้จับมือเฟซบุ๊กออกซิมเพิ่มลูกค้าเท่าตัว

แฮปปี้จับมือเฟซบุ๊กออกซิมเพิ่มลูกค้าเท่าตัว

นายซิกวาร์ท โวส เอริคเซน รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิ เคชั่น หรือดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้จับมือกับเฟซบุ๊กให้ลูกค้าที่เปิดซิมใหม่ของแฮปปี้ ได้ใช้งานเฟซบุ๊กฟรี เพื่อผลักดันให้คนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ตามวิสัยทัศน์อินเทอร์เน็ต ฟอร์ ออลล์ และสอดรับกับความนิยมในการใช้งานเฟซบุ๊กของคนไทยที่มีมากถึง 24.5 ล้านคน โดยวางงบทำตลาดในช่วง 6 เดือนถึง 150 ล้านบาท คาดว่าจะเพิ่มกลุ่มลูกค้าแฮปปี้อีกเท่าตัวจากเดิมที่มี 8 ล้านราย ทั้งนี้ราคาซิมใหม่อยู่ที่ 49 บาท ใช้งานเฟซบุ๊กฟรี 6 เดือน โดย 3 เดือนแรกใช้ฟรีทันที เดือนที่ 46 ต้องเติมเงิน 60 บาท ภายในสัปดาห์จะใช้งานได้ฟรีต่ออีก 3 เดือน

แบ่งเป็นลูกค้าของแฮปปี้ 11 ล้านคนโดย 80% ของลูกค้าแฮปปี้ที่ใช้งานอินเตอร์เน็ตจะเล่นเฟสบุค ซึ่ง 50% เป็นการใช้งานในเขตกรุงเทพและปริมณฑล อีก 5 ล้านคนที่เหลือเป็นการใช้งานต่างจังหวัด

ทั้งนี้ การนำเฟสบุคที่ถือว่าเป็นโซเชียลเน็ตเวิร์คยอดนิยมของคนไทยมาให้ใช้งานดาต้าฟรี จะช่วยขยายลูกค้าหน้าใหม่หันมาเริ่มหัดใช้งานเพื่อการสื่อสาร สังคม ข่าวสารและซื้อขายออนไลน์มากขึ้น โดยงบสำหรับเฟสบุคแฮปปี้นี้อยู่ที่ 150 ล้านบาทตลอดระยะเวลา 6 เดือน คาดว่าจะเพิ่มกลุ่มลูกค้าแฮปปี้อีกเท่าตัวจากเดิมที่มี 8 ล้านราย ซึ่งราคาซิมใหม่อยู่ที่ 49 บาท ใช้งานเฟสบุคฟรี 6 เดือน โดย 3 เดือนแรกใช้ฟรีทันที เดือนที่ 46 ต้องเติมเงิน 60 บาทภายในสัปดาห์จะใช้งานได้ฟรีต่ออีก 3 เดือน

ทางด้านเอไอเอสก็มีการให้บริการวันทูคอลฟรีดอมเฟสบุคซิมราคา 50 บาท เพื่อใช้งานเฟสบุคฟรีไม่มีจำกัด 30 วัน ส่วนทรูจะเป็นซิมเติมเงินโซเชียลไม่อั้นราคา 49 บาทสำหรับใช้งาน 4 แอพยอดนิยม เฟสบุค ไลน์ อินสตาแกรมและวอทแอพฟรี 1 เดือนเมื่อเปิดใช้บริการ

ทุ่ม 160 ล้านผุดแคมเปญแชร์โค้กแชร์ยิ้ม

นายคอสตาส เดลิอาลิส ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท โคคาโคลา (ประเทศไทย) กล่าวว่า บริษัทได้ใช้งบ 160 ล้านบาท เปิดตัวแคมเปญใหญ่ แชร์โค้ก แชร์ยิ้ม กับโค้กรุ่นพิเศษที่มีการพิมพ์ข้อความโดนใจ จาก 50 บทเพลงแห่งความสุขยอดนิยมลงบนกระป๋องและขวดเพ็ตโค้ก เพื่อให้ผู้บริโภคได้แชร์โค้ก แชร์ยิ้ม และเชื่อมมิตรภาพความสัมพันธ์กันมากขึ้น ในช่วงโค้งสุดท้ายของปี รวมทั้งเปิดตัวโคคาโคลา ไลน์สติ๊กเกอร์ 16 แบบ ให้คอโค้กได้ใช้คาแรกเตอร์โค้ก หมีขั้วโลก ดาวน์โหลดฟรีทั่วไทยตั้งแต่วันที่ 4 พ.ย.นี้ เป็นต้นไป ขณะที่ปัจจุบันตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมในประเทศไทยมีมูลค่า 32,186 ล้านบาท โดยกลุ่มธุรกิจโคคาโคลา เป็นผู้นำตลาดด้วยส่วนแบ่ง 58% ที่มา: * ข้อมูลจากบริษัท เดอะ นีลเส็น คอมปะนี (ประเทศไทย) จำกัด ตัวเลขเฉลี่ยในรอบแปดเดือนถึงเดือนสิงหาคม 2557

ชงรัฐแจกคูปองปัญหาเพิ่มคนอ่านหนังสือ

นายจรัญ หอมเทียนทอง นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวว่า ต้องการเสนอรัฐบาลให้ทำโครงการ “คูปองปัญญา” แจกคูปองให้ประชาชนคนละ 200 บาท สำหรับซื้อหนังสือที่ไหนก็ได้ พร้อมจัดงบการอ่านเป็นงบประมาณประจำปีในแต่ละจังหวัด เพื่อสนับสนุนให้คนไทยอ่านหนังสือมากขึ้นและสร้างคนคุณภาพในสังคม อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมหนังสืออีกทางหนึ่งด้วย ส่วนการจัดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 19 ตั้งแต่วันที่ 15–26 ต.ค. 2557 ขณะนี้ผ่านมาแล้ว 6 วัน มี ผู้เข้าชมงานแล้ว 1.2 ล้านคน ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กและเยาวชน รองลงมา คือ วัยทำงาน

อย่างไรก็ตาม ยอดการซื้อหนังสือต่อคนลดลงอย่างคนละ 36 เล่ม เพราะมีการไตร่ตรองมากขึ้นและจะซื้อเฉพาะเล่มที่ตัวเองต้องการจริงๆ ขณะที่เทรนด์หนังสือที่มาแรงในครั้งนี้ คือ หนังสือที่นักเขียนต่อยอดผลงานของตัวเองจากโลกออนไลน์ อาทิ เว็บไซต์ บล็อก แฟนเพจต่างๆ เป็นต้นโดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีมาก และหลายเล่มมีการพิมพ์ซ้ำเพิ่มเติมระหว่างงาน รวมถึงหนังสือแนวพัฒนาตัวเอง ทั้งในด้านของการเพิ่มพูนความสามารถและวิธีสร้างรายได้เพิ่มเติม ที่วัยรุ่นและวัยทำงานให้ความสนใจอย่างสูง

“หนังสือที่นักเขียนมาจากออนไลน์จะไม่ใช่แนวนิยายเป็นส่วนใหญ่อีกแล้ว เพราะที่มาแรงในงานครั้งนี้จะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊คที่เกี่ยวกับความรู้ ความคิดในด้านต่างๆ รวมถึงหนังสือภาพ คาดว่าอาจเพราะนักเขียนมีฐานของแฟนคลับจึงทำให้ยอดขายหนังสือแนวนี้ไปได้ดี และการันตียอดขายได้ในระดับหนึ่ง โดยหนังสือส่วนใหญ่จะเป็นการเขียนใหม่ขึ้นมา หรือจัดคอนเซ็ปต์เล่มอย่างชัดเจน

ในส่วนของหนังสือแนวพัฒนาตัวเองนั้น กระแสเกิดขึ้นจากสภาพสังคมที่ผู้คนกำลังสับสนกับสภาวะเศรษฐกิจและสังคมภายนอก จึงตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีที่สุด รวมถึงสร้างรายได้เพิ่มทั้งจากอาชีพและการลงทุน

ขอเสนอรัฐบาลให้ทำโครงการ “คูปองปัญญา” แจกคูปองให้ประชาชนคนละ 200 บาท เพื่อซื้อหนังสือที่ไหนก็ได้ เพราะมีคนไทยอีกมากที่อยากอ่านหนังสือ แต่ไม่สามารถซื้อได้ โดยนอกจากจะช่วยกระตุ้นอุตสาหกรรมหนังสือแล้วนั้น ยังเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องสร้างคนคุณภาพให้เกิดขึ้นในสังคมด้วย และการลงทุนด้วยหนังสือถือเป็นการลงทุนที่ถูกมากเมื่อเทียบกับการลงทุนอย่างอื่น และยังสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้สังคมได้จริงๆ

“ไม่ได้เรียกร้องรัฐบาลให้รัฐบาลมาช่วยเหลืออะไร แค่ขอให้ชายตามองอุตสาหกรรมหนังสือบ้าง ที่ผ่านมารัฐมุ่งเน้นช่วยเหลือธุรกิจภาคอื่นตลอดเวลา ซึ่งไม่สามารถสร้างคนคุณภาพให้สังคมได้จริงๆ แจกคูปองอื่นๆยังแจกได้ นี่คือการแจกปัญญา หากเป็นไปได้ขอเสนอภาครัฐให้จัดงบการอ่านเป็นหนึ่งในงบประมาณรายจ่ายประจำปีในแต่ละจังหวัด เพื่อให้ได้ทำกิจกรรมด้านการอ่าน เช่นเดียวกับงบด้านวัฒนธรรม กีฬา และยาเสพติด

การที่มีคนมางานหนังสือมากขนาดนี้ น่าจะเป็นตัวเลขที่ทำให้รัฐบาลมองบ้างว่าเกิดขึ้นเพราะอะไร ประชาชนต้องการอะไรจากประเทศนี้ และน่าจะเป็นความเห็นหนึ่งที่ส่งถึงรัฐบาลได้ว่า ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะเหลียวมามองอุตสาหกรรมหนังสือบ้าง เพราะรัฐมีหน้าที่สร้างคนให้เป็นคนคุณภาพ” นายจรัญกล่าว

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ