
เปิดใจเรียนรู้
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยสูญเสียโอกาสอย่างมาก คือ “การเปิดใจที่จะเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน” เมื่อหลายปีก่อน คนไทยมองเรื่องการศึกษาของประเทศกัมพูชา ลาว หรือแม้กระทั่งเวียดนามว่าไม่สามารถที่จะสู้กับระบบการศึกษาไทยของเราได้ แต่ปัจจุบันเราเห็นผลลัพธ์และบทสรุปที่เกิดขึ้นแล้วว่าระบบการศึกษาของไทย “ยิ่งปฏิรูป ยิ่งถอยหลังลงคลอง” นับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลอย่างมาก
สิ่งหนึ่งที่ทำให้คนไทยสูญเสียโอกาสอย่างมาก คือ “การเปิดใจที่จะเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้าน” เมื่อหลายปีก่อน คนไทยมองเรื่องการศึกษาของประเทศกัมพูชา ลาว หรือแม้กระทั่งเวียดนามว่าไม่สามารถที่จะสู้กับระบบการศึกษาไทยของเราได้ แต่ปัจจุบันเราเห็นผลลัพธ์และบทสรุปที่เกิดขึ้นแล้วว่าระบบการศึกษาของไทย “ยิ่งปฏิรูป ยิ่งถอยหลังลงคลอง” นับว่าเป็นเรื่องที่น่าวิตกกังวลอย่างมาก
นี่คือความคิดเห็นของ พิสุทธิ์พงศ์ เอ็นดู อาจารย์จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสุรินทร์ ที่มีโอกาสได้สัมผัสกับชีวิตของคนในประเทศเพื่อนบ้านอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะคนกัมพูชาที่พิสุทธิ์พงศ์มีเพื่อนสนิทอยู่หลายคน หลังจากเดินทางไปเก็บข้อมูลทำวิจัย และได้ไปสอนภาษาไทยที่มหาวิทยาลัยพระตะบองระยะหนึ่ง
เขาเล่าว่า พระสงฆ์ยังมีบทบาทมากในการช่วยส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ให้กับชาวกัมพูชาสมัยนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการสอนภาษาต่างประเทศ เช่น เกาหลี อังกฤษ ไทย ฝรั่งเศส ตลอดจนวิชาศีลธรรม ทำให้วัดในกัมพูชายังเป็นสถาบันหลักที่ค่อนข้างมีบทบาทส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของคนท้องถิ่น ซึ่งเขาคิดว่าเป็นเรื่องดี เนื่องจากช่วยส่งเสริมทั้งความรู้วิชาการและศีลธรรม จริยธรรมควบคู่กันไปด้วย ถือเป็นจุดแข็งของระบบการศึกษาของประเทศ
“ถ้าพูดถึงเรื่องอาคาร สื่อการเรียนการสอน เทคโนโลยี บุคลากรทางการศึกษา ผมคิดว่าไทยก้าวหน้ามากกว่า แต่ผมชอบระบบการศึกษาของกัมพูชา เพราะทำให้คนตระหนักถึงการเรียนรู้อย่างจริงจัง ตั้งใจเรียน และมองว่าการศึกษาคืออนาคตที่ดีของพวกเขา”
ในฐานะที่คลุกคลีกับคนในประเทศเพื่อนบ้านมาพอสมควร เพราะพิสุทธิ์พงศ์เคยไปเรียนหนังสือที่ต่างประเทศ ทำให้เขามีเพื่อนชาวอาเซียนหลายชาติ เช่น กัมพูชา พม่า ลาว และอินโดนีเซีย ซึ่งเขาคิดว่าคนแต่ละชาติมีวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันตามแต่เอกลักษณ์ของตัวเอง แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการฟูมฟักมิตรภาพ ทำให้แต่ละคนได้อยู่ร่วมกันและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นเป็น ซึ่งเป็นก้าวแรกของมิตรภาพที่ยั่งยืน
ดังนั้นในโอกาสที่อาเซียนใกล้รวมตัวกันเป็นประชาคมในอนาคตอันใกล้ เขาจึงมองว่าการเปิดใจเรียนรู้เพื่อนบ้านเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งในการที่จะอยู่ร่วมกัน โดยจะต้องเปิดใจเพื่อจะทำให้เห็นสิ่งดีๆ ที่มีอยู่มากมายในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งบางอย่างก็สามารถนำมาพัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์กับเมืองไทยได้
“สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือคนไทยเดี๋ยวนี้กล้าเปิดใจยอมรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สิ่งดีๆ หรือมองเห็นสิ่งดีๆ ของประเทศเพื่อนบ้านของเราแล้วหรือยัง?”
ขณะเดียวกัน เขาคิดว่าคนไทยจะต้องปรับตัวอีกมากสำหรับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน โดยเฉพาะการใช้ภาษาอังกฤษ ที่ตอนนี้ยังมีปัญหา และทำให้คนไทยเสียโอกาสในการเรียนรู้สิ่งดีๆ ในประเทศเพื่อนบ้าน อีกทั้งยังอาจทำให้คนไทยอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานด้วย ดังนั้นจึงเห็นว่าจะต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งภาครัฐ เอกชน สถานศึกษา และองค์กรต่างๆ ที่ต้องหันหน้ามาร่วมกันสะสางปัญหาที่เรื้อรังดังกล่าว







