
ศก.ล้มเหลวฉบับเอเชีย"ครัวโลก"แค่คน"ไม่มีกิน"
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
มูลค่าการส่งออกอาหารไทยสู่ตลาดทั่วโลกมีแนวโน้มจะแตะ 2 ล้านล้านบาท ในปี 2560 เช่นเดียวกับประเทศในกลุ่มอาเซียนและคู่ค้าสำคัญที่ต่างเร่งผลิตอาหาร เพื่อส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ของโลกจนมีมูลค่าสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้กล่าวได้ว่าอุตสาหกรรมอาหารเป็นอุตสาหกรรมส่งออกหลักของภูมิภาคนี้
อย่างไรก็ตาม ภายใต้นโยบายการเร่งส่งออกอาหารยังมีประชากรในอาเซียนและเอเชียอีกจำนวนมากที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหาร กลายเป็น “ผู้ไม่มีกิน” ทั้งที่อยู่ในประเทศผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ระดับ “ครัวโลก”
รายงานเรื่อง Poverty in Asia : A Deeper Look ของธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ปัญหาความมั่นคงทางอาหารกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ของเอเชีย ประเทศส่วนใหญ่ในเอเชียได้คะแนนดัชนีความมั่นคงทางอาหารต่ำกว่า 50 คะแนน จาก 100 คะแนน เพราะประชากรไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่มีในประเทศได้
ทั้งนี้ ผู้ที่เข้าไม่ถึงอาหารไม่ใช่แค่ผู้ที่อยู่ใต้เส้นความยากจนทั่วไปเท่านั้น ยังมีกลุ่มรายได้น้อยอื่นๆ อีกด้วย เอดีบี ประเมินว่า ในปี 2553 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 7 ประเทศ มีประชากรที่เข้าไม่ถึงอาหารกว่า 109 ล้านคน หรือราว 20.3% ของประชากรทั้งหมด
ประเทศที่ประชากรขาดความมั่นคงทางอาหารมากที่สุด ได้แก่ อินโดนีเซีย 67 ล้านคน ตามด้วยฟิลิปปินส์และเวียดนามประเทศละ 18 ล้านคน แต่หากคิดตามสัดส่วนประชากร ลาวจะกลายเป็นประเทศที่ประชากรขาดความมั่นคงทางอาหารสูงถึง 33.9% มากที่สุดในอาเซียน
ขณะเดียวกัน ประเทศมหาอำนาจอย่างจีนก็ประสบปัญหาความมั่นคงทางอาหารด้วย โดยมีประชากรขาดความมั่นคงทางอาหารสูงถึง 226 ล้านคน หรือ 17% ของประชากรทั้งประเทศ เช่นเดียวกับอินเดียมีประชากรขาดความมั่นคงทางอาหาร 413 ล้านคน หรือราว 33.8% ของประชากรทั้งประเทศ
รายงานของเอดีบี ระบุด้วยว่า ประเด็นความมั่นคงทางอาหาร ไม่เกี่ยวข้องกับว่าประเทศมีขนาดใหญ่หรือขนาดเล็ก แต่ขึ้นอยู่กับนโยบายด้านอาหารของประเทศนั้นๆ รวมถึงการปรับขึ้นราคาอาหารด้วย เช่น การปรับขึ้นราคาอาหารในจีน ทำให้ประชากรสูญเสียความมั่นคงทางอาหารเพิ่มขึ้นถึง 71 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 5.4% อินโดนีเซีย เพิ่มขึ้น 23 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้น 9.9% อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นค่าอาหารในอินเดียมีผลกระทบต่อ 13 ล้านคน หรือราว 1.1% ในอินเดียเท่านั้น
นอกจากเรื่องการปรับราคาแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ความมั่นคงทางอาหารในเอเชียอยู่ในภาวะน่ากังวล อาทิ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สังคมเมืองอย่างรวดเร็ว การหันมาปลูกพืชพลังงาน ลดการปลูกพืชอาหารลง ปัญหาคุณภาพดินเสื่อมลง ปัญหาขาดแคลนน้ำ
ที่สำคัญการเติบโตของจำนวนประชากรและความเจริญทางเศรษฐกิจเป็นแรงผลักให้ความต้องการอาหารสูงขึ้นด้วย องค์การสหประชาชาติ ประมาณการว่าประชากรในเอเชียจะเพิ่มจาก 3,860 ล้านคน ในปี 2557 เป็น 4,340 ล้านคน ในปี 2573
เอดีบีมีข้อแนะนำ 3 หลักในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร ได้แก่ 1.ต้องทำให้แน่ใจว่าจะมีอาหารเพียงพอสำหรับอนาคต เริ่มจากเพิ่มผลิตภาพของฟาร์มประเภทต่างๆ ให้สูงขึ้น ทั้งในกระบวนการผลิตและกระบวนการจัดส่งให้ถึงมือประชาชน ซึ่งอาจต้องทำการวิจัยและพัฒนา (อาร์แอนด์ดี) ด้านอาหาร พร้อมทั้งถ่ายทอดความรู้เหล่านั้นสู่เกษตรกร เพื่อให้สามารถผลิตได้มากขึ้น
2.ต้องทำให้แน่ใจว่าประชาชนสามารถเข้าถึงอาหารนั้นได้ พัฒนาทุนมนุษย์ในชนบท ให้มีทักษะความสามารถสูงขึ้น ขณะเดียวกันส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่เป็นเอสเอ็มอีในพื้นที่นั้น เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่มีรายได้สูงขึ้น ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องเปลี่ยนจากการสนับสนุนการปลูกพืชเพื่อเป็นพลังงาน หันมาสนับสนุนการปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารแทน เพื่อให้เกษตรกรหันกลับมาปลูกพืชเพื่อเป็นอาหารเพิ่มขึ้นและ 3.รักษาเสถียรภาพ การเก็บสต๊อกอาหารถือเป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ขณะเดียวกันเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินก็สามารถนำอาหารนั้นมาเข้าสู่ตลาดตามความต้องการของประชาชนได้







