
เมืองไทยประกันชีวิตบุกประกันกลุ่ม SME
โดย...วารุณี อินวันนา
โดย...วารุณี อินวันนา
การประกาศตัวเข้าสนามแข่งเพื่อชิงลูกค้าธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต ด้วยการออกกรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่มที่เริ่มคุ้มครองตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป ด้วยราคาเบี้ยที่กำหนดชัดเจน เทียบกับคู่แข่งที่เริ่มรับประกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ในราคาเบี้ยที่ขึ้นกับความเสี่ยงของแต่ละกลุ่ม สร้างแรงสั่นสะเทือนในตลาดประกันชีวิตไทย
จากข้อมูลของสมาคมประกันชีวิตไทยรอบ 7 เดือนแรกปีนี้ พบว่าเจ้าตลาดประกันชีวิตกลุ่มที่ไม่รวมการคุ้มครองสินเชื่อและอื่นๆ ยังคงเป็นบริษัท กรุงไทยแอกซ่า ด้วยเบี้ยรับรวม 883.7 ล้านบาท ขณะที่บริษัท เมืองไทยฯ มาเป็นอันดับ 4 ด้วยเบี้ย 324.7 ล้านบาท
ปราโมทย์ ศักดิ์กำจร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต เปิดเผยว่า บริษัทเริ่มนำกรมธรรม์เอสเอ็มอี สไมล์ กรมธรรม์ประกันชีวิตกลุ่ม ออกสู่ตลาดเมื่อกลางเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา โดยเริ่มต้นรับประกันบริษัทที่มีพนักงานตั้งแต่ 3 คนขึ้นไปถึง 19 คน ขณะที่คู่แข่งขันจะรับประกันบริษัทที่มีพนักงาน 10 คนขึ้นไป
ทั้งนี้ กรมธรรม์เอสเอ็มอี สไมล์ จะให้ความคุ้มครองกรณีเสียชีวิตสูงสุด 6 แสนบาท/ราย หากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจ่ายสินไหม 2 เท่า หากเสียชีวิตจากอุบัติเหตุสาธารณะ เช่น ในอาคารสาธารณะ โรงมหรสพ จะจ่ายชดเชย 3 เท่า และคุ้มครองการรักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วยนอก คือไม่ต้องนอนรับการรักษาตัวในโรงพยาบาล จะเบิกได้ตามจริงแต่ไม่เกิน 2,000 บาท/วัน ให้ความคุ้มครองทันตกรรมตามความเป็นจริงแต่สูงสุดไม่เกิน 5,000 บาท และคุ้มครองโรคร้ายแรง 30 โรคสูงสุด 6 แสนบาท ขณะที่คู่แข่งขันในตลาดจะไม่รับคุ้มครองโรคร้ายแรง
สำหรับเบี้ยประกันชีวิตกลุ่มของบริษัทจะเป็นแบบเหมา โดยกรณีความคุ้มครองสูงสุด 6 แสนบาท เบี้ยประกันจะอยู่ประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท ขณะที่คู่แข่งขันการรับประกันภัยจะใช้เพศ อายุ หน้าที่การงานของพนักงานมาพิจารณา และไม่คุ้มครองโรคร้ายแรง ทำให้เจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก หรือกลุ่มสตาร์ทอัพที่มีพนักงานไม่ถึง 10 คน ไม่มีอำนาจต่อรองในการทำประกันชีวิตกลุ่ม หรือถ้าทำก็ต้องเสียเบี้ยประกันสูงมากๆ
ปราโมทย์ กล่าวว่า ก่อนที่จะออกกรมธรรม์นี้ บริษัทได้ทำวิจัยตลาดนานพอสมควร และพบว่าเอสเอ็มอีไทยมีปริมาณเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คนไทยรุ่นใหม่หันมาทำธุรกิจส่วนตัว หรือกลุ่มสตาร์ทอัพจำนวนมาก และคนกลุ่มนี้จะสร้างความสมดุลระหว่างการดูแลธุรกิจที่กำลังปั้นให้เติบโตกับคุณภาพชีวิตที่ดี หมายถึงการได้รับการดูแลด้านสุขภาพที่มีคุณภาพบริการสูง แต่ระบบประกันสังคมไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้ได้
นอกจากนี้ เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอีรุ่นใหม่มีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ไม่อยากมาห่วงเรื่องค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพของพนักงานที่ค่ารักษาสูงขึ้นมาก และระบบประกันสังคมไม่เพียงพอ การมีประกันชีวิตกลุ่มจะทำให้คลายกังวล
“ผู้บริหารธุรกิจเอสเอ็มอีจะได้ใช้ทุนไปกับการบุกเบิกธุรกิจเต็มที่ โดยให้บริษัทเข้าไปดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของพนักงาน” ปราโมทย์ กล่าว
ปราโมทย์ กล่าวว่า ในการทำตลาดประกันชีวิตกลุ่มแนวใหม่นี้ จะขายผ่านตัวแทนที่มีข้อมูลของกลุ่มนักธุรกิจหน้าใหม่อยู่ในมือ และขายผ่านช่องทางธนาคารกสิกรไทย ที่มีฐานลูกค้าสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่เป็นจำนวนมาก เมื่อลูกค้าได้ใช้บริการเคลมค่ารักษาพยาบาล จะทำให้เกิดการบอกต่อระหว่างกลุ่มเอสเอ็มอีด้วยกัน เป็นโอกาสให้บริษัทเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้ให้บริการประกันชีวิตกลุ่มในตลาดเอสเอ็มอีได้ไม่ยากในปีถัดๆ ไป
จากความสำเร็จในการไล่กวาดลูกค้าที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในช่วง 6 ปีที่ผ่านมา จาก 1.7 หมื่นล้านบาท ในปี 2551 เป็น 6.02 หมื่นล้านบาท ในปี 2556 ของบริษัท เมืองไทยประกันชีวิต โดยมีธนาคารกสิกรไทยเป็นแรงผลักดัน การขยับตัวเข้าสู่ประกันชีวิตกลุ่มเพื่อขยายฐานลูกค้าเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ทำให้โอกาสที่จะปักธงเป็นเบอร์ 1 ในตลาดนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลเกินเอื้อม







