
MILLกำไรสองหลัก
ลุยเหล็กก่อสร้างพม่าจบดีลTSSIการเงินแกร่งธุรกิจหนุนมาร์จิ้นสูง
ลุยเหล็กก่อสร้างพม่าจบดีลTSSIการเงินแกร่งธุรกิจหนุนมาร์จิ้นสูง
MILL ปักธงเหล็กก่อสร้างในพม่า แย้มหลังปิดดีลซื้อ TSSI ดันกำไรสุทธิโตสองหลัก
นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลล์คอน สตีล (MILL) เปิดเผยว่า MILL ได้เข้าไปศึกษาการทำธุรกิจในพม่าเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเห็นว่าธุรกิจเหล็กที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างทั้งหมดมีโอกาสเติบโตอย่างมาก ดังนั้น MILL จึงตัดสินใจที่จะลงทุนซื้อที่ดินและตั้งโรงงานผลิตเหล็กก่อสร้างที่นิคมอุตสาหกรรม Thilawa (ติละวา) ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 14 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 400 ล้านบาท เป็นบริษัทร่วมทุนที่ตั้งขึ้นมาร่วมกับทุนท้องถิ่น และบริษัท เจนเนอรัล (GEL)
สำหรับแผนการดำเนินงานในระยะแรกจะทำท่อเหล็กก่อสร้างก่อน มีกำลังผลิต 56 หมื่นตัน/ปี ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากพม่า 13 ปี แล้วหลังจากนั้นค่อยพัฒนาทำวัสดุครบวงจรในอนาคต เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานต้นปี 2558 ส่วนการผลิตเชิงพาณิชย์น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ปี 2558 คาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 900 ล้านบาท
“MILL วางยุทธศาสตร์ไว้ชัดเจน โดยจะโยกอุตสาหกรรมเหล็กที่เกี่ยวเนื่องกับการก่อสร้างไปผลิตที่พม่า เพราะยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก สะท้อนได้จากการใช้เหล็กเฉลี่ยต่อประชากรประมาณ 70 ล้านคน อยู่ที่ 19 กิโลกรัม/คน/ปี หรือคิดเป็นปริมาณการใช้รวมเพียง 1.33 ล้านตัน/ปี ขณะที่การผลิตในประเทศไทยเน้นเหล็กพิเศษมากขึ้น เพื่อให้มีอัตรากำไรที่ดีทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นมาก” นายสิทธิชัย กล่าว
ทั้งนี้ การลงทุนในพม่าถือเป็นจุดเริ่มต้นของการลงทุนในกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขง หรือซีแอลเอ็มวี ซึ่งประเมินว่าธุรกิจวัสดุและรับเหมาก่อสร้างจะมีอัตราการเติบโตมากหลังจากพม่าเปิดประเทศ ส่วนรูปแบบการลงทุนในกลุ่มลุ่มน้ำโขงนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการหาพันธมิตรท้องถิ่นที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง
ประธานกรรมการบริหาร กล่าวว่า อนาคตของ MILL ภายหลังจากเข้าซื้อหุ้นอุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย (TSSI) จากธนาคารกรุงเทพ ว่า TSSI เป็นผู้ผลิตเหล็กพิเศษที่จะใช้ในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับรถยนต์ ซึ่งจะมีอัตรากำไรสุทธิที่สูงขึ้นจากเดิมที่ MILL ผลิตเหล็กก่อสร้างเป็นหลักกว่า 95% แต่อัตรากำไรเพียง 78% ขณะที่เหล็กพิเศษมีอัตรากำไรถึง 15% ทำให้บริษัทมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อม (อีบิตดา) เพิ่มขึ้นเป็น 1,200-1,300 ล้านบาทในปี 2558 จากเดิมที่ทำได้ประมาณ 900 ล้านบาท รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท เนื่องจากบริษัทจะมีกำลังการผลิตรวม 1.3 ล้านตัน ส่วนปีนี้รายได้น่าจะอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท
ขณะที่โครงสร้างทางการเงินก็แข็งแกร่งขึ้น เพราะการเพิ่มทุนเสนอขายผู้ถือหุ้นเดิมประมาณ 1,500 ล้านบาท ทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนลดมาจากระดับ 2.8 เท่า ลงมาอยู่ที่ 1.8 เท่า ส่วนการกู้เงินจากธนาคารกรุงเทพรวม 7,000 ล้านบาท จะใช้จริงเพียง 3,000 ล้านบาท ก็จะทำให้สัดส่วนหนี้สินต่อทุนขึ้นไปอยู่ที่ 2.1 เท่า และในอนาคตสัดส่วนนี้จะลดลงไป
นอกจากนี้ ยังมีรายการพิเศษจากการซื้อหนี้จากเจ้าหนี้ของ TSSI ก่อนหน้าจำนวน 1,000 ล้านบาท ซึ่งถูกพักไว้ช่วงที่เจรจาไม่จบ แต่หลังจากจบก็จะมีเงินก้อนนี้กลับมาด้วย และยังมีที่ดิน 600 ไร่ ที่มาบตาพุด ซึ่งในอนาคตบริษัทก็จะขายที่ดินดังกล่าวด้วย







