
ปรับฐานต่อเนื่อง
ธรรมชาติตลาดหุ้นที่นักลงทุนต้องยอมรับก็คือ การมีขึ้นมีลงของราคาหุ้นและแน่นอนที่สุดว่า ทุกท่านก็จะทราบดีอยู่แล้วว่า โดยเบื้องต้นการที่ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทจดทะเบียน กล่าวคือ กำไรดี ราคาหุ้นก็ขึ้น กำไรไม่ดี ราคาหุ้นก็ลง แต่สำหรับภาพตลาดรวมมักจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามามีผลด้วย ไม่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมหรือแม้กระทั่งข่าวอื่นๆ ที่มีผลต่อภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอนาคต ประเด็นที่ต้องติดตามก็คือ ในช่วง 56 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าตลาดหุ้นไทยเข้าสู่การเป็นขาขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบคือ ปีที่หุ้นขึ้นในระดับ 100% ขึ้นไป ถือว่าเป็นเรื่องปกติจะมีปี 2013 ที่มีการปรับตัวลดลง ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่ไม่มากนักเมื่อเทียบการปรับฐานในอดีตปีนี้ 2014 ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตลอด 9 เดือนเต็ม จนล่าสุดเริ่มมีทีท่าในการปรับฐานลง ด้วยเหตุผลที่เคยนำเสนอในบทความครั้งก่อนๆ ว่า ราคาหุ้น ณ SET INDEX ที่ 1,600 จุด แพงเกินไป เมื่อเทียบพื้นฐานโดยปกติ ปัญหาก็คือเมื่อมาพิจารณาการวางเป้าหมายของ SET INDEXในปีหน้า
ธรรมชาติตลาดหุ้นที่นักลงทุนต้องยอมรับก็คือ การมีขึ้นมีลงของราคาหุ้นและแน่นอนที่สุดว่า ทุกท่านก็จะทราบดีอยู่แล้วว่า โดยเบื้องต้นการที่ราคาหุ้นจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับกำไรของบริษัทจดทะเบียน กล่าวคือ กำไรดี ราคาหุ้นก็ขึ้น กำไรไม่ดี ราคาหุ้นก็ลง แต่สำหรับภาพตลาดรวมมักจะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามามีผลด้วย ไม่ว่าเศรษฐกิจโดยรวมหรือแม้กระทั่งข่าวอื่นๆ ที่มีผลต่อภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาพเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในอนาคต ประเด็นที่ต้องติดตามก็คือ ในช่วง 56 ปีที่ผ่านมา จะพบว่าตลาดหุ้นไทยเข้าสู่การเป็นขาขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบคือ ปีที่หุ้นขึ้นในระดับ 100% ขึ้นไป ถือว่าเป็นเรื่องปกติจะมีปี 2013 ที่มีการปรับตัวลดลง ซึ่งก็เป็นสัดส่วนที่ไม่มากนักเมื่อเทียบการปรับฐานในอดีตปีนี้ 2014 ตลาดหุ้นก็ปรับตัวขึ้นมาตลอด 9 เดือนเต็ม จนล่าสุดเริ่มมีทีท่าในการปรับฐานลง ด้วยเหตุผลที่เคยนำเสนอในบทความครั้งก่อนๆ ว่า ราคาหุ้น ณ SET INDEX ที่ 1,600 จุด แพงเกินไป เมื่อเทียบพื้นฐานโดยปกติ ปัญหาก็คือเมื่อมาพิจารณาการวางเป้าหมายของ SET INDEXในปีหน้า
สำนักวิจัยฯ โดยส่วนใหญ่ยังมีมุมมองที่ดีและหน่วยงานต่างๆ ก็พยายามนำเสนอเหตุผลว่าราคาหุ้นไทยไม่แพง โดยการนำกำไรของบริษัทจดทะเบียนในปีหน้า หรือการเปรียบเทียบในตลาดหุ้นที่มี PE แพงในอาเซียน เป้าหมายของ SET INDEX ในปีหน้า โดยเฉลี่ยก็จะอยู่ที่ 1,700 บวกลบ แล้วแต่สำนักวิจัยฯ แต่ปัญหาที่ผู้เขียนกังวลก็คือ การไม่มีการดัดแปลงแนวคิด ยกตัวอย่างเช่น การที่บอกว่า PE ตลาดหุ้นไทยสูงและหลายตลาดในอาเซียนก็สูงก็ต้องย้อนไปดูว่า โดยปกติตลาดหุ้นไทยมักจะมี gapที่ต่ำกว่า ตลาดหุ้นต่างประเทศที่ PE สูงๆ ด้วยหลายๆเหตุผล เช่น การแปรรูปรัฐวิสาหกิจในบางประเทศ ปัญหาเสถียรภาพการเมือง เป็นต้น กล่าวคือ กำลังจะบอกว่าเหตุผลทั้งหมดไม่เพียงพอในการประเมินว่า หุ้นไทยจะมีแนวโน้มเป็นบวก
วกกลับมาที่ราคาหุ้น เบื้องต้นที่บอกไปว่า กำไรดี ราคาหุ้นก็ขึ้น กำไรไม่ดี ราคาหุ้นก็ลง เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนกลับมาในปัจจุบัน ผลกระทบในหุ้นขนาดกลางใหญ่ ต้องยอมรับราคาหุ้นควรจะลงต่ำกว่านี้ และระดับ PE ก็ไม่ควรมากกว่า 15 เท่า ส่วนหุ้นขนาดเล็กความสำคัญจะอยู่ที่ความมั่นใจของนักลงทุนรายบุคคล เกี่ยวกับภาพตลาดน้อยมาก คำว่า ความมั่นใจ เกิดจากเรื่องที่มีการสร้างเรื่องจริงมั่งไม่จริงมั่ง และเลิกคิดว่าเขาจะสร้างเรื่องแบบเดิมๆ ยุคนี้เปลี่ยนไปแล้ว! หรือความไม่มั่นใจเกิดจากข่าวการควบคุมที่กำลังจะเกิดขึ้น! สิ่งต่างๆ เหล่านี้จึงจะมีการชี้นำหุ้นขนาดเล็กได้
ประเมินในเชิงการวิเคราะห์ทางเทคนิคยังคงยืนยันเหมือนเดิมว่า จุดสูงสุดของ SET INDEX ผ่านไปแล้ว (1,602) การลงมา 1,500 จุดย่อมเกิดขึ้น โดยมีแนวรับที่ 1,4871,500 ซึ่งเป็นไปได้ที่ 1,500 บวกลบ อาจจะมีการดีดกลับอีกครั้งหนึ่ง แต่ต้องเรียนตรงๆ ว่า การกลับไปสู่ขาขึ้นของ SET INDEX อีกรอบ มีโอกาสสูงมากกว่าน่าจะเป็นปีหน้า และแรงเหวี่ยงที่เกิดขึ้นก็ต้องภายใต้เงื่อนไขของการลง SET INDEX ในรอบนี้







