
เป๊ปซี่โคลั่นไทยพร้อมฮับสแน็กอาเซียน
หลังการเข้ารับตำแหน่งรองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกรรมการผู้จัดการประจำกลุ่มธุรกิจพาวเวอร์ออฟวัน ประเทศไทย บริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์
โดย...วันเพ็ญ พุทธานนท์
หลังการเข้ารับตำแหน่งรองประธานประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และกรรมการผู้จัดการประจำกลุ่มธุรกิจพาวเวอร์ออฟวัน ประเทศไทย บริษัท เป๊ปซี่โค อิงค์ อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน เม.ย. 2557 ที่ผ่านมา วันนี้ ปริญญา กิจจาธนพันธ์ พร้อมแล้วที่จะขับเคลื่อนธุรกิจของเป๊ปซี่โค ในประเทศไทยก้าวสู่เป้าหมายที่วางไว้
นั่นคือการดำเนินกลยุทธ์ พาวเวอร์ออฟวันในประเทศไทย ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการผนึกกำลังธุรกิจสองกลุ่มหลักของเป๊ปซี่โค คือเครื่องดื่มและอาหาร ให้ทำงานร่วมกัน มีการวางแผนร่วมกัน พัฒนาร่วมกัน ตลอดจนใช้ทรัพยากรร่วมกันในส่วนที่สามารถทำได้
ปริญญา กล่าวว่า เดิมการทำงานของกลุ่มอาหารและเครื่องดื่มจะแยกกันอย่างชัดเจน แต่หลังจากใช้นโยบายพาวเวอร์ออฟวัน ซึ่งเป็นนโยบายที่ใช้ทั่วโลก ทำให้เกิดการทำงานร่วมกันมากขึ้นแม้การทำตลาดและจำหน่ายสินค้าจะยังคงแยกกัน ซึ่งสิ่งที่ได้คือประสิทธิภาพการทำงานทั้งของทรัพยากรบุคคลและองค์กรตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ระบบขนส่งของดีเอชแอลร่วมกันทั้งอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจที่เติบโตขึ้น รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดร่วมกัน ณ จุดขาย เป็นต้น
“พาวเวอร์ออฟวันจะทำให้ 1+1 ได้มากกว่า 2 ทั้งในแง่ของบริษัทเองและซัพพลายเออร์ เช่น ดีเอชแอลก็มีรายได้มากขึ้นจากการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น”
ทั้งนี้ ปริญญาเชื่อมั่นว่าเป๊ปซี่โคยังมีความแข็งแกร่งจากสินค้าหลักทั้งเป๊ปซี่และเลย์ แม้ที่ผ่านมากลุ่มเครื่องดื่มจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมให้บริษัท เสริมสุข เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมาเป็นการผลิต ทำตลาดและจัดจำหน่ายเอง สิ่งที่บริษัททำคือ การลงทุนในทุกด้านเพื่อทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เพราะมั่นใจในความแข็งแกร่งของแบรนด์ และมั่นใจในพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย
นอกจากนี้ ในส่วนของกลุ่มอาหาร ที่สินค้าหลักยังคงเป็นขนมขบเคี้ยวหรือสแน็ก โดยมีเลย์เป็นแบรนด์เรือธงนั้น ก็เดินหน้าลงทุนต่อเนื่องเช่นกัน เช่น การลงทุน 2,800 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตแห่งที่ 2 ที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะ จ.พระนครศรีอยุธยา บนพื้นที่ 50 ไร่ และเริ่มเดินเครื่องผลิตเมื่อเดือน ก.พ. 2557 ที่ผ่านมา มีกำลังการผลิตเบื้องต้น 2.5 หมื่นตัน และสามารถเพิ่มเป็นได้อีก 23 เท่าตัว เมื่อเดินเครื่องผลิตเต็มที่ภายใน 23 ปีจากนี้
การขยายโรงงานผลิตสแน็กแห่งที่ 2 ดังกล่าว ส่วนหนึ่งเพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจในประเทศไทย รวมถึงให้โรงงานในไทยเป็นศูนย์กลางหรือฮับส่งออกสินค้าสแน็กในภูมิภาคอาเซียนในอนาคตอันใกล้ หลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซีในปี 2558 โดยจะเริ่มจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาว พม่า กัมพูชา ก่อน ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มศึกษาวิจัยตลาดในพม่าและลาวแล้ว คาดว่าจะเริ่มส่งสินค้าเข้าไปทำตลาดได้ประมาณปลายปี 2558 หรือปี 2559
ขณะที่ตลาดในประเทศไทยนั้น เป๊ปซี่โคเป็นผู้นำตลาดชัดเจนในสแน็กกลุ่มมันฝรั่งที่มีสัดส่วนตลาด 1 ใน 3 ของตลาดขนมขบเคี้ยวมูลค่า 3 หมื่นล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นกลุ่มขนมขึ้นรูปที่มีแบรนด์ตะวัน ซันไบทส์ ทำตลาดอยู่ และกลุ่มสแน็กประเภทอื่นๆ เช่น ปลาเส้น สาหร่าย ข้าวโพดอบกรอบ ในสัดส่วนเท่าๆ กัน
เมื่อถามถึงธุรกิจเครื่องดื่มที่เป๊ปซี่กำลังไล่ล่าทวงตำแหน่งคืนจากโค้ก หลังจากเพลี่ยงพล้ำไปเมื่อเลิกสัญญากับเสริมสุข ปัญญาบอกเพียงว่า พร้อมลงทุนในธุรกิจเครื่องดื่มอย่างต่อเนื่อง และขณะนี้ธุรกิจเป็นไปได้ด้วยดี
สำหรับการดำเนินธุรกิจสแน็กในประเทศไทยนั้น ผลิตภัณฑ์ “เลย์” ถือเป็นแฟล็กชิปแบรนด์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากผู้บริโภคและประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านยอดขาย ขณะที่ตลาดมันฝรั่งทอดกรอบ มูลค่ากว่า 9,300 ล้านบาท ยังเติบโตต่อเนื่อง บริษัทจึงต้องลงทุนโรงงานใหม่ดังกล่าวเพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต จากเดิมที่โรงงานแห่งแรกที่ จ.ลำพูน มีกำลังผลิต 5 หมื่นตัน/ปี และไม่สามารถขยายเพิ่มได้ รวมทั้งวางแผนด้านวัตถุดิบเพื่อรับการผลิตในโรงงาน
ในปี 2556 ผู้ประกอบการมีความต้องการวัตถุดิบมันฝรั่งแปรรูปรวมกันไม่ต่ำกว่า 1.3 แสนตัน/ปี และคาดว่าปริมาณความต้องการมันฝรั่งจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 1.7 แสนตันในปี 2558 โดยปัจจุบันมีการนำเข้ามันฝรั่งบางส่วนจากประเทศต่างๆ เข้ามาผลิตประมาณ 20-30% บริษัทจึงเร่งขยายพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง เช่น ใน จ.อุดรธานี สกลนคร หนองคาย น่าน จากปัจจุบันส่วนใหญ่จะปลูกในภาคเหนือเป็นหลัก
จับตาก้าวต่อไปของเป๊ปซี่โคล่า (ไทย) เทรดดิ้ง ภายใต้การนำทัพของหัวเรือใหญ่ผู้บริหารคนไทยที่ประกาศอย่างมั่นใจว่า คนไทยไม่แพ้ใครในโลกโดยเฉพาะการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดมันฝรั่งและการทวงบัลลังก์ตลาดน้ำอัดลมคืน







