posttoday
อะไรก็ตามที่เหลือเชื่อ ให้นึกไว้ก่อนว่าเหลือเชื่อ

อะไรก็ตามที่เหลือเชื่อ ให้นึกไว้ก่อนว่าเหลือเชื่อ

16 ตุลาคม 2557

ใกล้ปลายปีแล้ว หลายๆ ท่านที่ยังมีเงินได้อยู่ก็จะมองหากลวิธีบริหารภาษี จะเห็นได้จากช่วงนี้ เราจะเห็นสถาบันการเงินต่างๆ จัดบรรยายเรื่อง “การวางแผนภาษี” ให้กับลูกค้า หากจะถามว่า “ใครเนื้อหอมที่สุดที่พวกสถาบันการเงินชอบเข้าหาเพื่อเสนอขายผลิตภัณฑ์การเงิน?” ผมว่า หนึ่งในนั้นต้องเป็นพวกที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณแน่นอน เพราะคนกลุ่มนี้มีกำลังทรัพย์เยอะ และเป็นกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานผลการสำรวจเกี่ยวกับประชากรผู้สูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ที่ทำเมื่อปี 2552 (แม้อาจจะเก่าไปหน่อย แต่ก็บอกอะไรเราได้เหมือนกัน) พบว่าคนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 89.7 เห็นว่าควรมีการเตรียมการเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ในจำนวนนี้เห็นว่าควรเตรียมการในเรื่องเงินถึงร้อยละ 98.2 เตรียมการในเรื่องที่อยู่อาศัยร้อยละ 97.4 เตรียมการในเรื่องสุขภาพกายร้อยละ 96.3 เตรียมการในเรื่องสภาพจิตใจร้อยละ 93.9 เตรียมการหาผู้ดูแลร้อยละ 88.6 และควรมีการเตรียมการเรื่องมรดกร้อยละ 83.9

ใกล้ปลายปีแล้ว หลายๆ ท่านที่ยังมีเงินได้อยู่ก็จะมองหากลวิธีบริหารภาษี จะเห็นได้จากช่วงนี้ เราจะเห็นสถาบันการเงินต่างๆ จัดบรรยายเรื่อง “การวางแผนภาษี” ให้กับลูกค้า หากจะถามว่า “ใครเนื้อหอมที่สุดที่พวกสถาบันการเงินชอบเข้าหาเพื่อเสนอขายผลิตภัณฑ์การเงิน?” ผมว่า หนึ่งในนั้นต้องเป็นพวกที่กำลังเข้าสู่วัยเกษียณแน่นอน เพราะคนกลุ่มนี้มีกำลังทรัพย์เยอะ และเป็นกลุ่มคนที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จากรายงานผลการสำรวจเกี่ยวกับประชากรผู้สูงอายุของสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. ที่ทำเมื่อปี 2552 (แม้อาจจะเก่าไปหน่อย แต่ก็บอกอะไรเราได้เหมือนกัน) พบว่าคนส่วนใหญ่ หรือร้อยละ 89.7 เห็นว่าควรมีการเตรียมการเพื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ในจำนวนนี้เห็นว่าควรเตรียมการในเรื่องเงินถึงร้อยละ 98.2 เตรียมการในเรื่องที่อยู่อาศัยร้อยละ 97.4 เตรียมการในเรื่องสุขภาพกายร้อยละ 96.3 เตรียมการในเรื่องสภาพจิตใจร้อยละ 93.9 เตรียมการหาผู้ดูแลร้อยละ 88.6 และควรมีการเตรียมการเรื่องมรดกร้อยละ 83.9

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ผลสำรวจจะพบว่าส่วนใหญ่ควรเตรียมพร้อมด้านต่างๆ สำหรับวัยเกษียณ แต่ผลสำรวจก็พบเช่นกันว่า ร้อยละ 76 คาดหวังจะพึ่งพาลูกหลานเมื่อยามชรา โดยร้อยละ 32.8 หวังพึ่งพาแหล่งเงินจากลูกหลาน แต่ผู้สูงอายุที่จะทำงานเลี้ยงดูตนเองก็มีอยู่ถึงร้อยละ 31.4 พึ่งพาเงินออมหรือทรัพย์สินมีอยู่ร้อยละ 21.2 ส่วนคิดพึ่งคู่สมรสมีเพียงร้อยละ 6 และที่หวังพึ่งเบี้ยยังชีพจากรัฐบาลมีเพียงร้อยละ 4.7

และที่แย่กว่านั้นก็คือ ขณะที่ผู้คิดจะออมหรือสะสมเงินทองหรือทรัพย์สินให้เพียงพอไว้ใช้ในวัยสูงอายุแต่กลับไม่ทำมีถึงร้อยละ 59.9 คิดจะดูแลตัวเองให้มีสุขภาพกายที่แข็งแรงก่อนวัยสูงอายุแต่ก็ไม่ได้ทำมีถึงร้อยละ 54.1

ปัญหาของการไม่ได้เตรียมพร้อมอย่างดีพอสำหรับยามเกษียณโดยเฉพาะเรื่องการเงิน ทำให้ผู้ที่เข้าสู่วัยเกษียณหลายคนกังวลใจว่าจะอยู่อย่างไรดี จะหาเงินจากไหนมาใช้จ่ายแทนเงินเดือนที่เคยได้รับอย่างสม่ำเสมอ

ดังนั้น คนกลุ่มนี้ซึ่งมีเงินก้อนที่เก็บมาตลอดชีวิต ก็จะเริ่มมองหาช่องทางการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนที่มากๆ จนหลายๆ ครั้งทำให้มองข้ามความเป็นไปได้ไป จึงเป็นที่มาของข่าวการหลอกลวงต่างๆ ที่เหยื่อมักจะเป็นผู้สูงอายุ ตัวอย่างเช่น ที่ผมเองได้เจอกับตัว ก็คือ มีหลานสาวของเพื่อนมาเสนอให้ลงทุนในทองคำ โดยอ้างว่าเป็นการลงทุนในทองคำด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่สามารถการันตีผลตอบแทนได้ถึง 6% ต่อเดือน ต้องลงทุนขั้นต่ำ 300,000 บาท ตอนแรกที่ผมได้ฟังหลานสาวมาชักชวนก็สนใจ เพราะผมเองก็สนใจเรื่องการลงทุนอยู่แล้ว และก็รู้เช่นกันว่า การลงทุนในทองคำมีความเสี่ยง ดังนั้นถ้าใครสามารถการันตีผลตอบแทนของการลงทุนในทองคำได้ถึง 6% ต่อเดือน หรือเท่ากับ 72% ต่อปี ก็น่าสนใจไม่น้อย เลยบอกหลานให้เชิญผู้จัดการหรือคนที่บริหารเงินลงทุนมาอธิบายให้หน่อยว่า ทำยังไงถึงการันตีผลตอบแทนได้ ปรากฏว่า เมื่อหลานไปบอกผู้จัดการว่าผมสนใจและขอคุยรายละเอียด ผู้จัดการคนนั้นก็ไม่โผล่หน้ามาให้เห็นเลย เดาเอาว่าคงเป็นเพราะหลานคงให้ข้อมูลผู้จัดการว่าผมทำงานในสถาบันการเงินเหมือนกัน คงหลอกได้ยาก และหลังจากนั้นไม่นาน ก็ได้ข่าวว่าบริษัทนั้นปิดกิจการไปเรียบร้อยแล้ว

และเมื่อไม่นานมานี่เอง ก็เจออีกบริษัทหนึ่งมาชวนลงทุนในโฆษณาบนอินเทอร์เน็ต (เซ็งจริงๆ เห็นเราแก่หรือไง มาชวนลงทุนจัง ยังอีกหลายปีกว่าเกษียณนะ) อันนี้ยิ่งหนักใหญ่ การันตีผลตอบแทนที่ 10% ต่อสัปดาห์ แค่ 10 สัปดาห์ ยังไม่ถึง 3 เดือนเลยก็คืนทุนแล้ว หลังจากนั้นกำไรอย่างเดียว น่าสนใจมากๆ แต่เมื่อถามถึงวิธีการลงทุนที่การันตีผลตอบแทนได้ ก็กลับตอบไม่ได้ ผมก็เลยไม่เอา ห่วงเงินตัวเองมากกว่ากลัวถูกหลอก และเมื่อผมเล่าเรื่องนี้ให้เพื่อนที่อยู่ ก.ล.ต.ฟัง เพื่อนบอกทันที บริษัททำนองนี้ ก.ล.ต.ได้รับข้อร้องเรียนมาเยอะ ส่วนใหญ่จะจัดงานเลี้ยงเชิญชวนลูกค้าอย่างหรูตามโรงแรมใหญ่ๆ และจะลงทุนในธุรกิจพิเศษที่อยู่นอกเหนืออำนาจของ ก.ล.ต. อย่างเช่น โฆษณาบนอินเทอร์เน็ต ที่ยกตัวอย่างมานั่นแหละ ทำให้ ก.ล.ต.ไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

ซึ่งนอกจาก 2 เคสที่ผมได้เจอกับตัวเองแล้ว ในเมืองไทยมีกรณีหลอกลวงอย่างนี้มาก แนะนำให้ทุกท่านไปหาอ่านเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย http://www.1213.or.th/th/finfrauds/Pages/finfrauds.aspx และหลายครั้งบางทีเราอ่านเคสที่เกิดขึ้น เราอาจคิดว่า ทำไมถึงโดนหลอกกันได้ ถ้าเป็นเรา เราจะไม่โดนหลอกแน่นอน บอกให้เลยครับ คนคิดอย่างนี้โดนหลอกมาเยอะแล้ว เพราะตอนที่เรื่องเกิดกับตัวเรา เรามักจะประมาท และถูกความโลภ ความกลัว เข้าครอบงำการตัดสินใจ ทำให้ขาดสติในการพิจารณา จึงตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพกันง่ายๆ ขนาดบางคนเป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ยังเป็นเหยื่อจนต้องสูญเงินที่เก็บมาตลอดชีวิตกว่าสิบล้านบาท

คาถาหนึ่งที่ผมใช้เตือนตัวเองเสมอที่จะไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพพวกนี้ ก็คือ “อะไรก็ตามที่เหลือเชื่อ ให้นึกไว้ก่อนว่าเหลือเชื่อ” เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ปาฏิหาริย์ไม่มีหรอกครับ

ท่านที่สนใจบทความทางการเงินที่ผมได้เขียนเองและได้รวบรวมจากแหล่งต่างๆ สำหรับเผยแพร่ให้ท่านผู้สนใจทุกท่าน ขอเชิญไปกด Like ได้ที่ Page ใน Facebook ชื่อ Sathit Bovornsantisuth CFP เพื่อติดตามข้อมูลข่าวสารต่อไปได้ครับ...ขอบคุณครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ