
วินาศภัยหดเป้าโตเหลือ3%
จากเดิม6%หลังยอดเบี้ยไม่กระเตื้องประกันแก้ลำชิงขายผ่านโบรกเกอร์
จากเดิม6%หลังยอดเบี้ยไม่กระเตื้องประกันแก้ลำชิงขายผ่านโบรกเกอร์
ประกันวินาศภัยหงอย ปรับเป้าใหม่โตแค่ 35% หันพึ่งโบรกเกอร์ เพิ่มค่าคอมม์ ลดเบี้ย
นายอานนท์ วังวสุ นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ทางสมาคมได้มีการปรับเป้าหมายการเติบโตของธุรกิจประกันวินาศภัยในปีนี้ใหม่เหลือ 35% จากเดิมที่ตั้งเป้าไว้ที่ 6% ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องมาจากยอดขายของเบี้ยประกันวินาศภัยที่ยังไม่ได้เติบโตตามเป้า เห็นได้จากยอดขายเบี้ยในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ ที่มียอดเติบโตไม่ถึง 1%
“เบี้ยประกันวินาศภัยจะเริ่มดีขึ้น ก็หลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว ซึ่งต้องใช้เวลา 36 เดือน หรือประมาณไตรมาส 4 นี้ หรือไตรมาสแรกปีหน้า ซึ่งหลังจากนี้แต่ละบริษัทคงแข่งขันกันเต็มที่ เพื่อทำยอดขายให้ได้ตามเป้า” นายอานนท์ กล่าว
สำหรับภาพรวมการแข่งขันนั้น แต่ละบริษัทคงไม่เน้นทำตลาดรายย่อยโดยตรงเอง แต่จะใช้วิธีซื้อฐานลูกค้าจำนวนมากจากบริษัทนายหน้าหรือโบรกเกอร์ และจากผู้ประกอบการเช่าซื้อเป็นหลักมากกว่า โดยแข่งขันกันให้ผลตอบแทนเป็นค่านายหน้าหรือคอมมิชชั่นเพิ่มขึ้น รวมถึงการเสนออัตราเบี้ยที่ต่ำกว่าคู่แข่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจให้กับลูกค้ามากขึ้นด้วย ซึ่งข้อดีจะทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการซื้อประกันที่ถูกลง ขณะเดียวกันผลเสียก็จะตกอยู่กับบริษัทประกันที่ต้องเพิ่มเงินกองทุน เพื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เกิดขึ้นด้วย
“เวลาบริษัทประกันไปซื้อฐานลูกค้ากับโบรกเกอร์ ก็ต้องเสนอค่าคอมมิชชั่นให้สูงขึ้นและเบี้ยต้องถูกด้วย ส่วนอัตราการเกิดเคลมก็ค่อนข้างมีความแน่นอน ดังนั้นสิ่งสำคัญคือ บริษัทประกันนั้นก็ต้องมีระบบข้อมูลที่ดี สามารถประเมินค่าสินไหมได้ตรง โดยเฉพาะเบี้ยประกันภัยรถยนต์ที่กว่าจะรู้ผลยอดเคลมจริงทั้งหมดก็ต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปี ถึงจะรู้ได้ว่ามีกำไรหรือไม่” นายอานนท์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายปีนี้คาดว่าทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะอนุมัติให้ภาคธุรกิจประกันวินาศภัยสามารถนำกรมธรรม์ประกันภัยผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ได้ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนเรื่องค่าจัดการเอกสาร และสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่หันมาทำธุรกรรมหรือใช้บริการผ่านระบบออนไลน์และอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น รวมถึงแก้ไขปัญหาเรื่องการขาดแคลนบุคลากรอีกด้วย
“ตอนนี้ต้นทุนส่วนใหญ่ของบริษัทประกันจะอยู่ประมาณ 2030% ของรายได้ ซึ่งต่อไปหากบริษัทไหนไม่สามารถปรับตัวให้มีต้นทุนต่ำกว่า 20% ได้ ก็คงอยู่ลำบาก ซึ่งกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนในส่วนนี้ได้อย่างมหาศาล ที่สำคัญยังสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าด้วย เมื่อจ่ายค่าเบี้ยแล้วได้เห็นกรมธรรม์รถของตัวเองผ่านสมาร์ทโฟน ผ่านอินเทอร์เน็ตได้ทันที เป็นหลักฐานยืนยันว่าได้รับความคุ้มครองแน่ๆ นอกจากนี้ทางสมาคมยังอยู่ระหว่างหารือกับ คปภ. เพื่อขยายขอบข่ายไปถึงโรงพยาบาลหรืออู่อีกด้วย ซึ่งคาดว่าในอีก 10 ปี พฤติกรรมของผู้บริโภคเองก็จะเปลี่ยนไปมาก จึงต้องเตรียมรับมือไว้” นายอานนท์ กล่าว
ทั้งนี้ หากกรมธรรม์อิเล็กทรอนิกส์เริ่มใช้งานได้ ก็จะสามารถนำไปใช้กับกรมธรรม์ประกันภัยรายย่อยได้ทุกรูปแบบ เช่น ประกันรถยนต์ ประกันอัคคีภัยบ้านที่อยู่อาศัย ประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ







