
ปตท.บุกพม่าเซ็นเอ็มโอยูโรงไฟฟ้ามะริด
ปตท.เซ็นความร่วมมือโรงไฟฟ้าพม่า มุ่งอาเซียน ลดยุโรป แอฟริกา รายได้ไตรมาส 3 หด
ปตท.เซ็นความร่วมมือโรงไฟฟ้าพม่า มุ่งอาเซียน ลดยุโรป แอฟริกา รายได้ไตรมาส 3 หด
นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. (PTT) เปิดเผยว่า ทาง ปตท.จะเดินทางไปประเทศพม่า วันที่ 8 ต.ค. 2557 เพื่อเซ็นสัญญาความร่วมมือเบื้องต้น (เอ็มโอยู) ในโครงการโรงไฟฟ้าเมืองมะริด ประเทศพม่า
ทั้งนี้ ภาพรวมการลงทุนระยะยาวในต่างประเทศของ ปตท.ได้ปรับมุมมองโดยพุ่งให้ความสนใจลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนมากกว่าตลาดระดับโลกอย่างเช่นยุโรปหรือแอฟริกา เพราะเห็นว่าไม่คุ้มกับการลงทุน และขาดแคลนบุคลากรเข้าไปทำงาน อีกทั้งยังมีความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์และสังคม ต่างจากกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความคุ้นเคยกันดี มีโอกาสและศักยภาพในการลงทุนมากกว่า
“จุดแข็งของเราอยู่ในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็นพม่า ลาว อินโดนีเซีย โดยได้ปรับโฟกัสมาเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาแล้ว” นายสุรงค์ กล่าว
ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. กล่าวถึงผลการดำเนินงานว่า รายได้ของบริษัทในงวดไตรมาส 3 นี้ น่าจะลดลงจากไตรมาสก่อนหน้า และงวดเดียวกันของปี 2556 จากราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง โดยราคาน้ำมันโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 90 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เทียบกับราคาเฉลี่ยของทั้งปี 2556 อยู่ที่ 100 เหรียญสหรัฐ หรือลดลงถึง 10 เหรียญสหรัฐ ย่อมส่งผลให้ยอดรายได้ลดลง และคาดว่าในไตรมาส 3 นี้ จะมีผลขาดทุนจากการสำรองน้ำมัน
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมผลประกอบการของ ปตท.ในปีนี้ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ และบริษัทอยู่ระหว่างจัดทำแผนธุรกิจและการลงทุนในปี 2558 โดยในเดือน พ.ย.นี้น่าจะมีรายละเอียดมากขึ้น
สำหรับความคืบหน้าในการนำบริษัทลูกเข้าตลาดหุ้น นายสุรงค์ กล่าวว่า ยังคงยืนยันตามแผนเดิมในการนำบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟนน์นิ่ง ซึ่งดำเนินธุรกิจการกลั่นน้ำมัน เข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น ขณะเดียวกันยังมีแผนจะขายหุ้นในธุรกิจไฟฟ้า และหุ้นที่ถืออยู่ในบริษัท บางจากปิโตรเลียม (BCP) จำนวน 27-28% แต่ทั้งนี้จะเป็นเมื่อไหร่ขึ้นอยู่กับนโยบายของบริษัท และเห็นว่าขณะนี้ยังไม่ใช่จังหวะที่ดีของธุรกิจพลังงาน
ด้าน บริษัท ซัสโก้ (SUSCO) เปิดเผยว่า คณะกรรมการบริษัทมีมติเป็นเอกฉันท์ให้บริษัท ซัสโก้ ดีลเลอร์ส ขายหุ้นในบริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย ให้แก่บริษัท ปตท. จำนวน 3,361,128 หุ้น คิดเป็น 3.97% ในราคาขายหุ้นละ 135 บาท รวมเป็นเงิน 453.75 ล้านบาท ซึ่งใกล้เคียงที่สุดกับราคาประเมินของมูลค่าสินทรัพย์ที่มีจำนวน 461.15 ล้านบาท







