
อุปสรรคที่ทำให้เราไปได้ไม่ไกล
คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหน หลายต่อหลายครั้งเราจะได้ยินว่าคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ กลับเรียนไม่จบซะอย่างนั้น ดังนั้นคงไม่ใช่เนื้อหาวิชาการที่เรียนมาแน่ๆ เพราะก็เรียนมาคล้ายๆ กัน ไม่น่าต่างกันมาก แต่ที่ต่างกันระหว่างคนสองประเภท คือ สภาวะทางจิตใจที่แตกต่างกัน บางคนมีสภาวะทางจิตใจที่เป็นตัวขัดขวางความสำเร็จทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว
คนที่ประสบความสำเร็จกับคนที่ไม่ประสบความสำเร็จต่างกันตรงไหน หลายต่อหลายครั้งเราจะได้ยินว่าคนที่ประสบความสำเร็จมากๆ กลับเรียนไม่จบซะอย่างนั้น ดังนั้นคงไม่ใช่เนื้อหาวิชาการที่เรียนมาแน่ๆ เพราะก็เรียนมาคล้ายๆ กัน ไม่น่าต่างกันมาก แต่ที่ต่างกันระหว่างคนสองประเภท คือ สภาวะทางจิตใจที่แตกต่างกัน บางคนมีสภาวะทางจิตใจที่เป็นตัวขัดขวางความสำเร็จทั้งในเรื่องงานและชีวิตส่วนตัว
อุปสรรคต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเราไปได้ไม่ไกล คือ ความยึดติด ความไม่พอใจ ความไม่รู้ ความอิจฉา และความหลงตน สิ่งเหล่านี้จะขัดขวางการตัดสินใจที่ถูกต้อง เราทุกคนล้วนเคยมีประสบการณ์เหล่านี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งในชีวิต บางทีอาจมาพร้อมๆ กัน บางทีอาจทยอยมา อุปสรรคเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาก็ต่อเมื่อมันส่งผลกระทบต่อเรา มันจะเป็นตัวผลักดันพฤติกรรมของเราให้เราขาดสมาธิในการตัดสินใจหรือลงมือทำกิจกรรมต่างๆ ในทางที่ควรเป็น รายละเอียดแต่ละอุปสรรค คือ
ความยึดติด – สภาวะที่เรายึดติดกับความสำเร็จ การแข่งขัน จนปล่อยวางไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่ ตำแหน่งทางการตลาด หรือความเชื่อต่างๆ จนเราปักใจว่าเราถูกต้องตามมุมมองและความต้องการของเรา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จากนั้นเราก็จะค่อยๆ สร้างเงื่อนไขต่างๆ มาสนับสนุนความคิดเรา เช่น การขยายกิจการต่างๆ ของบริษัท ทั้งๆ ที่เราอาจจะแบกภาระไม่ไหว โดยการซื้อกิจการต่างๆ เพื่อส่วนแบ่งทางการตลาดที่ต้องรักษาไว้ ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม หรือเราซื้อบ้านที่แพงเกินกำลังของเรา โดยที่ไม่ยอมลดค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิต เมื่อรู้ว่าผ่อนไม่ไหว ความยึดติดกับตัวบ้านหลังใหญ่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของเรา ถ้าไม่มีบ้านหลังใหญ่จะทำให้ภาพลักษณ์ดูแย่ ราวกับว่าตัวบ้านนั้นทำให้เรามีคุณค่า สร้างความภูมิใจและสถานะทางสังคม ซึ่งอุปสรรคแบบนี้ก็จะทำให้เราตัดสินใจไม่ถูกต้อง
ความไม่พอใจ – เกิดจากความกลัวที่จะต้องสูญเสียสิ่งที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงาน สถานะทางสังคม หรือตำแหน่งทางการตลาด หรือความเป็นอันดับหนึ่งในด้านต่างๆ ของธุรกิจที่ทำอยู่ ยิ่งคนที่เป็นผู้นำในองค์กร หรือเจ้าของกิจการแสดงพฤติกรรมที่ไม่พอใจเวลาได้ยินข่าวร้ายที่เกิดขึ้นกับกิจการ เช่น สูญเสียยอดขายให้คู่แข่ง อันดับทางการตลาดหล่นลงมาเป็นที่สอง เป็นต้น อาจทำให้ลูกน้องไม่กล้าที่จะบอกข่าวร้าย ในหลายๆ องค์กร จะเห็นว่าการนำเสนองานมักจะพูดในสิ่งที่ถูกใจมากกว่าจะพูดในสิ่งที่ถูกต้อง ถ้าเป็นแบบนี้ไปนานๆ กิจการหรือองค์กรก็คงไปได้ไม่ไกลอย่างที่ควรจะเป็น
ความไม่รู้ – ทำให้เราไม่เห็นความจริงอย่างที่เป็น แต่ที่แย่ไปกว่าคือ บางคนไม่รู้ตัวว่าเขาไม่รู้ โดยที่ในใจมักคิดว่าเขารู้ทุกอย่าง เข้าใจถูกต้องทุกอย่าง เรียกว่ามั่นใจสุดๆ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถโน้มน้าวได้ว่าที่เขาเข้าใจนั้นบางทีมันไม่ถูกต้อง สภาวะทางจิตใจข้อนี้ก็จะส่งผลให้เราบริหารจัดการกิจการหรือองค์กรที่เราดูแลอยู่ได้ไม่ดีนัก
ความอิจฉา – แปลแบบตรงตัวก็คือ ความอยากได้ในสิ่งที่ผู้อื่นมี อุปสรรคข้อนี้จะทำให้คนเรารู้สึกว่าตัวเองไม่ดีพอโดยไม่มีเหตุผล และถ้าได้รับสิ่งที่คนอื่นมี ก็จะรู้สึกมีคุณค่าเท่ากับคนอื่น ในหัวจะมีแต่ความคิดที่ว่า ต้องมีอะไรเหมือนคนอื่นๆ ให้ได้ ความอิจฉาจะทำให้เราเอาคุณค่าในตัวเราไปผูกติดกับค่าตอบแทนในการทำงาน ความสำเร็จทางการตลาด หรือการครอบครองวัตถุต่างๆ สถานะต่างๆ ซึ่งมักจะทำให้เราใช้จ่ายเกินตัว ทั้งในเรื่องของธุรกิจและเรื่องส่วนตัว เช่น ซื้อตึกใหม่ ขยายบริษัทใหม่เพื่อให้ใหญ่กว่าคู่แข่ง ซื้อบ้านที่ใหญ่ขึ้น ซื้อรถคันใหม่เพื่อให้สมฐานะ หากเราตกเป็นเหยื่อของความอิจฉา เราก็จะรู้สึกอยู่เสมอว่าความไม่สมบูรณ์ของเราจะหายไปได้ก็ต่อเมื่อเราได้รับสิ่งที่คนอื่นมีมากกว่าเรา เมื่อเราได้มาเราก็มีความสุขอยู่ไม่นานหรอกครับ เพราะคนอื่นๆ ก็ต้องมีอะไรสักอย่างที่มากกว่าเราอยู่เสมอ ก็จะเป็นอุปสรรคให้การทำธุรกิจของเราหรือการบริหารงานของเราผิดไปจากที่ควรจะเป็น เพราะเราบริหารกิจการบนความอยากได้อยากมีอยู่เสมอ
ความหลงตน – มีสองแบบ คือ ความทะนงตนว่าเหนือกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ และความหลงตนว่าด้อยกว่าผู้อื่นอยู่เสมอ คนที่ทะนงตนว่าเหนือกว่าจะต้องการเป็นผู้ชนะอยู่ตลอดเวลาในการทำอะไรก็ตามเพื่อให้ตัวเองรู้สึกว่ามีค่า โดยการแสดงให้คนอื่นเห็นว่าตัวเองฉลาดแค่ไหน มีเงินมากแค่ไหน กิจการประสบความสำเร็จมากแค่ไหน ส่วนคนที่คิดว่าด้อยกว่าก็มักจะเป็นคนที่พยายามลอกเลียนแบบ ตามคนที่คิดว่าเหนือกว่า และชอบทำตามกระแสนิยม ด้วยความกลัวว่าจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง การทำธุรกิจก็จะเป็นพวกที่ทำตามผู้ที่ประสบความสำเร็จโดยที่ไม่ดูข้อจำกัดของตัวเอง
แล้วเราจะสามารถกำจัดอุปสรรคเหล่านี้ออกไปได้อย่างไร คนที่ไปได้ไม่ไกลเพราะการดำเนินธุรกิจนั้นถูกขับเคลื่อนด้วยแรงขับของอุปสรรคต่างๆ ที่กล่าวมา ดังนั้นเราต้องฝึกที่จะไม่ถูกผลักดันด้วยแรงขับเหล่านี้อีกต่อไป แต่ต้องทำอะไรด้วยแรงจูงใจขึ้นมาแทน แรงจูงใจที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จตามที่ควร
การสร้างแผนงานของบริษัทที่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และต้องมีความชัดเจนต่อสิ่งเหล่านั้น ไม่ว่าอิทธิพลภายนอกจะเป็นเช่นไร การตัดสินใจของเราต้องปราศจากอุปสรรคต่างๆ รู้ว่าเมื่อไรควรเปลี่ยนกลยุทธ์ เมื่อไรควรออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แทนที่จะถูกผลักดันไปตามกระแส เราต้องมีเข็มทิศภายในของเราที่ชัดเจนในการช่วยนำทางให้ครับ







