
งัดเทคโนโลยีเด็ดแปรรูปคริสปี้เวจแอนด์ฟรุตสยายปีก
ขึ้นชื่อว่า “เอสเอ็มอี” หลายคนอาจติดภาพว่าต้องเริ่มจากสร้างฐานในประเทศให้แข็งแกร่งก่อนเท่านั้น
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ขึ้นชื่อว่า “เอสเอ็มอี” หลายคนอาจติดภาพว่าต้องเริ่มจากสร้างฐานในประเทศให้แข็งแกร่งก่อนเท่านั้น จึงค่อยบุกตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศ แต่ในสถานการณ์จริง บางธุรกิจอาจเริ่มต้นจากการส่งออกไปต่างประเทศเลยก็ได้ หากสินค้าและความพร้อมอื่นๆ ลงตัว
นราพร มุสิกะนันทน์ วาฤทธิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท คริสปี้ เวจ แอนด์ ฟรุ๊ต เล่าว่า เธอเริ่มต้นธุรกิจผลิตและส่งออกผลไม้แปรรูปเป็นธุรกิจแรกในชีวิต เมื่อช่วงปลายปี 2553 โดยปีแรกก็ส่งออกสินค้าลำไยแปรรูปไปยังสิงคโปร์และกว่างโจวของจีนเลย และตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกสูงถึง 70%
“ไทยมีผลไม้สดให้หารับประทานได้ไม่ยากอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเรามีนวัตกรรม มีเทคโนโลยีที่จะแปรรูปผลไม้เหล่านั้นให้ตอบโจทย์รูปรสกลิ่นสี เก็บไว้ได้นานกว่า 2 ปี ก็น่าจะส่งออกมากกว่า”
เธอเล่าติดตลกว่าตอนแรกก่อนเริ่มธุรกิจ สามีของเธอซึ่งเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย ได้คิดค้นงานวิจัยชิ้นหนึ่ง เรียกว่า “เครื่องอบสุญญากาศเทคนิคพิเศษ” ขึ้นมาอบลำไยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม แทนที่จะเป็นลำไยอบแห้งแบบเดิมๆ ที่มีวางขายทั่วไปในท้องตลาด จากนั้นได้พยายามนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปเสนอขายตามที่ต่างๆ แต่ก็ไม่มีใครสนใจ สุดท้าย เธอและสามีจึงรวบรวมเงินนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาดำเนินธุรกิจเอง กลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้ประสบความสำเร็จในวันนี้
ช่วงเริ่มต้นถือเป็นช่วงที่ยากที่สุด เพราะสินค้านวัตกรรม ถือเป็นสินค้าที่เล่นในตลาดได้ยาก อีกทั้งเธอและสามียังมีเงินทุนจำกัด ไม่สามารถทุ่มทุนโฆษณาได้ ตอนนั้นจึงเข้าโครงการของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ช่วยแก้ปัญหาเรื่องต้นทุนต่างๆ ไปได้
เธอวางคอนเซ็ปต์ของสินค้าไว้ว่า “ใช้ผลไม้ท้องถิ่น ออกสู่ตลาดโลก” พยายามจับมือกับหน่วยงานภาครัฐ ไปบุกต่างประเทศเป็นกลุ่ม เช่น เข้าร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ไปออกบูธแสดงสินค้าและจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ตามสถานที่ต่างๆ เพื่อหาคู่ค้าในต่างประเทศ
เมื่อเปิดประชาคมอาเซียน เธอต้องการขยายธุรกิจส่งออกไปยังประเทศแถบอาเซียนบวกสามมากขึ้น จากเดิมที่ส่งออกไปสิงคโปร์ มาเลเซีย จีน และญี่ปุ่นแล้ว ในปี 2558 วางแผนจะส่งออกไปยังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ลาว และพม่า เพิ่มเติม
“สิ่งที่ต้องทำคือ การหาตัวแทนจำหน่าย การจดทะเบียนต่างๆ ทางธุรกิจ และการขอโควตาส่งสินค้าเข้าไปยังประเทศนั้นๆ เพราะบางประเทศจำกัดการนำเข้าผลไม้แปรรูปด้วย เช่น อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์”
นอกจากนี้ จะพยายามเข้าไปคุยกับอัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ของประเทศต่างๆ เพื่อให้ช่วยหาคู่ค้าที่เหมาะสมให้ ขณะเดียวกันก็พยายามทำให้สินค้าประสบผลสำเร็จจนได้รับรางวัล มีมาตรฐานระดับสากล เช่น มาตรฐานฮาลาลของประเทศต่างๆ เพื่อให้ดำเนินธุรกิจได้ง่ายโดยไม่ต้องใช้งบโฆษณามากนัก
นราพร มั่นใจว่า สินค้าของเธอจะเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวต่างประเทศ เนื่องจากสินค้าของเธอมีจุดขายจากเทคโนโลยีพิเศษ ใช้ผลไม้สดมาแปรรูปโดยตรง ต่างจากของรายอื่นที่ใช้วิธี Freeze Dry นำผลไม้แช่แข็งมาแปรรูป ทำให้สินค้าของเธอดูดซับความชื้นช้ากว่า แม้จะแกะห่อมาแล้วเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้อง 57 วันก็ยังกรอบเหมือนเดิม ทานแล้วไม่อืดในท้อง
“ตอนนี้เราทำเองตั้งแต่สวน คัดตั้งแต่ต้น และก็ค่อยๆ ขยายธุรกิจไปเรื่อยๆ จากเดิมที่มีเพียงลำไยอบกรอบ ตอนนี้ก็มีกล้วยและสับปะรดอบกรอบด้วยเพิ่มเติมแล้ว ปีหน้าก็จะมีมะม่วงอบกรอบเพิ่ม นอกจากนี้ ยังมีสินค้าแปรรูปอื่นๆ เช่น ชาตะไคร้ ผลผลิตของเรามีเทคโนโลยีนำก็น่าจะช่วยให้เราโตไปได้เรื่อยๆ”
ปัจจุบัน โรงงานของเธอมีกำลังการผลิตอยู่ที่ประมาณ 2 ตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 40 ฟุต/เดือน ปี 2558 ตั้งเป้าว่าธุรกิจจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 30% เนื่องจากจะมีการส่งออกไปประเทศใหม่ๆ เพิ่มขึ้น โดยจะยังคงสัดส่วนรายได้ส่งออกไว้ที่ 70% และจำหน่ายในประเทศ 30%







