
แนะซื้อหุ้น ช่วงตลาดปรับฐานย่อย
ภาวการณ์ลงทุนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จาก “สภาพคล่องสูง แต่เศรษฐกิจซบเซา” ไปสู่ “สภาพคล่องลด แต่เศรษฐกิจฟื้น” สภาพคล่องทางการเงินที่ลดลง ขณะที่ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่ากิจการ (Valuation) แพงขึ้นมาก ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนสูงขึ้น
ภาวการณ์ลงทุนอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน จาก “สภาพคล่องสูง แต่เศรษฐกิจซบเซา” ไปสู่ “สภาพคล่องลด แต่เศรษฐกิจฟื้น” สภาพคล่องทางการเงินที่ลดลง ขณะที่ราคาหุ้นเมื่อเทียบกับมูลค่ากิจการ (Valuation) แพงขึ้นมาก ตลาดหุ้นจึงมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความผันผวนสูงขึ้น
เมื่อวันศุกร์ สหรัฐรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตรเพิ่มขึ้น 2.48 แสนตำแหน่ง ในเดือน ก.ย. ขณะที่อัตราว่างงานลดลงเหลือ 5.9% ต่ำสุดในรอบ 6 ปีตัวเลขจ้างงานเดือน ก.ย.เพิ่มขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. และมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 2.15 แสนตำแหน่ง นอกจากนั้นยังปรับขึ้นตัวเลขในเดือน ส.ค.สู่ 1.8 แสนตำแหน่ง จากรายงานเบื้องต้นที่ 1.42 แสนตำแหน่ง การปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วของอัตราว่างงานได้เพิ่มความเป็นไปได้ที่อัตราการจ้างงานจะกลับเข้าสู่ระดับปกติ และธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็นครั้งแรกในช่วงครึ่งแรกของปี 2558
วันศุกร์ที่ผ่านมา ดัชนีดาวโจนส์ดีด 208.64 จุด หรือ 1.24% ปิดที่ 17,009.69 จุด คาดว่าจะส่งผลบวกเชิงจิตวิทยาต่อตลาดหุ้นเอเชียในช่วงต้นสัปดาห์ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นมาตรวัดค่าเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินอื่นๆ ในตระกร้าเงินแข็งค่าขึ้น 1.07% ปิดที่ 86.668 ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ทองคำปิดร่วง 22.2 เหรียญสหรัฐ หลุดระดับ 1,200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ มาปิดที่ 1,190 เหรียญสหรัฐ ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2553 และเสี่ยงที่จะทรุดลงอีก
ย้อนดูสถิติตลาดหุ้นสหรัฐ นับตั้งแต่ ค.ศ. 1980 เป็นต้นมาเฟดมีการปรับนโยบายอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น 5 รอบใหญ่ ดัชนี S&P 500 ไม่ได้ทรุดอย่างที่นักลงทุนกังวล ในทางตรงข้าม กลับแกว่งขึ้นก่อนหน้าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 6 เดือน ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.6% และทั้ง 5 เหตุการณ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวกหลังการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก 6 เดือน ดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4.7% โดย 3 ใน 5 เหตุการณ์ให้ผลตอบแทนเป็นบวก อีก 2 ครั้ง ติดลบเล็กน้อย แต่เมื่อเวลาผ่านไปเกิน 1-2 เดือนจากการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก S&P 500 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกตลอด
การที่ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเป็นบวกทั้งก่อนและหลังการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะช่วยหนุนผลประกอบการความเสี่ยงของระบบเศรษฐกิจที่ลดลง ยังทำให้นักลงทุนเรียกร้องค่าชดเชยความเสี่ยงลดลงด้วย จึงมีแนวโน้มที่จะยอมรับค่าพีอีที่สูงขึ้น
ล่าสุด ส่วนใหญ่คาดว่าเฟดจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลางปี 2558 และจะปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปเป็น 1.35% ในสิ้นปี 2558 และราว 3% ในปี 2559 ซึ่งวงจรการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอดีตน่าสังเกตว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) และญี่ปุ่นยังคงผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม ปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจโลกจึงไม่ลดลงอย่างรวดเร็ว แม้เฟดจ่อยุติมาตรการ QE ในเดือน ต.ค.นี้ และเริ่มขึ้นดอกเบี้ยในปี 2558
สัปดาห์ที่ผ่านมา ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการของยูโรโซนในเดือน ก.ย. ปรับตัวลงแตะ 52.0 จาก 52.5 ในเดือน ส.ค. และต่ำกว่าตัวเลขเบื้องต้นเดือน ก.ย.ที่ 52.3 นับเป็นสัญญาณล่าสุดที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยูโรยังคงอยู่ในภาวะชะงักงัน
ECB ส่งสัญญาณอัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านการซื้อตราสาร Covered bonds เริ่มช่วงกลางเดือน ต.ค. และจะซื้อ Assetbacked Securities ในไตรมาส 4 ใช้เวลาดำเนินการอย่างน้อย 2 ปี การเข้าซื้อตราสารหนี้ดังกล่าว ควบคู่กับการใช้มาตรการ TLTROs จะช่วยให้งบดุลของ ECB มีมูลค่าสูงเกือบแตะระดับ 3 ล้านล้านยูโรจากปัจจุบันที่ราว 2 ล้านล้านยูโร หาก ECB เติมเงินเข้าระบบอย่างสม่ำเสมอ จะฉีดเงินเฉลี่ย 5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ/เดือน ตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้าค่าเงินเหรียญสหรัฐที่แข็งสุดในรอบ 4 ปี และแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก ขณะที่ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ด้านพลังงานและอาหารอยู่ในเกณฑ์ต่ำ จะช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อจึงเปิดช่องให้เฟดไม่ต้องเร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ย
ด้านปัจจัยในประเทศ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจมูลค่า 3.6 แสนล้านบาท หรือ 3% ของ GDP เน้นซ่อมสร้างทั่วประเทศ รวมถึง 4 หมื่นล้านบาท ที่ใช้ช่วยชาวนาลดต้นทุนการผลิต มาตรการนี้จะเห็นผลชัดขึ้นตั้งแต่ต้นปี 2558 เป็นต้นไป
หุ้นที่อิงการลงทุนในประเทศเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์โดยตรงจากมาตรการนี้ เช่น กลุ่มรับเหมาฯ วัสดุก่อสร้าง และนิคมอุตสาหกรรม อย่าง CK STEC SCC HEMRAJ และ WHA
ขณะที่กลุ่มหุ้นที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์ตามมาหลังจากเงินเริ่มหมุนเวียนเข้าสู่ระบบมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มธนาคาร ค้าปลีกอสังหาฯ อย่าง KBANK BBL HMPRO QH LPN PS SPALI
ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐานย่อย แนะซื้อช่วงย่อดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์นี้มีแนวต้านอยู่ที่ 1,580 และ 1,595 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,553 และ 1,540 จุด ตามลำดับ เม็ดเงิน LTF RMF ที่รอซื้อหุ้นก่อนสิ้นปีนี้อีกไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นล้านบาท จะช่วยประคองตลาดช่วงย่อตัว
พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ







