
ภาษีมรดก-ที่ดินฯ บีบธุรกิจเล็กนอกเมือง
หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแนวคิดที่จะผลักดันกฎหมายจัดเก็บภาษีมรดก
โดย...สุกัญญา สินถิรศักดิ์
หลังจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีแนวคิดที่จะผลักดันกฎหมายจัดเก็บภาษีมรดก และภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้เกิดขึ้น เพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้กับประชาชน กลายเป็นประเด็นที่คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์จับตามองอย่างต่อเนื่อง เพราะกฎหมายทั้งสองฉบับมีผลต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในส่วนของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง
“คนอาจจะกังวลเกี่ยวกับภาษีมรดกมากกว่าภาษีที่ดินฯ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ภาษีที่ดินฯ มีความน่าเป็นห่วงในหลายประเด็นมากกว่า เพราะผู้ที่มีชื่อเป็นเจ้าของโฉนดในอสังหาริมทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลก็เข้าข่ายที่ต้องชำระภาษีตามอัตราการใช้ประโยชน์ในที่ดิน” เลิศมงคล วราเวณุชย์ เลขาธิการสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย และกรรมการบริหาร บริษัท บิ๊ก ทรี แอสเสท กล่าว
ก่อนที่จะกล่าวถึงภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขอกล่าวถึงภาษีมรดกก่อน โดยประเทศไทยเคยใช้ภาษีมรดกเมื่อนานมาแล้ว และถูกยกเลิกในยุครัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะมองว่าขัดกับการออมเงินของประชาชน เช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่เคยใช้และยกเลิกไป โดยทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษีมรดก เช่น เงินสด ที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง หุ้นทั้งในและนอกตลาดหลักทรัพย์ พันธบัตรรัฐบาล ตราสารทางการเงินต่างๆ รถยนต์
ส่วนทรัพย์สินที่ไม่ต้องเสียภาษีมรดก เช่น เครื่องประดับ รูปภาพศิลปะ ของเก่าโบราณต่างๆ พระเครื่อง ฯลฯ โดยในส่วนของประเทศไทย แนวทางเบื้องต้น หากผู้มอบมรดกเขียนพินัยกรรมไว้ และเสียชีวิตภายใน 5 ปีนับจากวันที่เขียน ผู้รับมรดกจะต้องเสียภาษีมรดกตามเกณฑ์ แต่ถ้าผู้รับมรดกได้รับมรดกมานานกว่า 5 ปี และผู้มอบมรดกยังมีชีวิตอยู่ มรดกนั้นจะไม่ถือเป็นมรดก ผู้รับมรดกจะไม่เสียภาษีมรดก
ทั้งนี้ ประเด็นนี้ยังไม่ชัดเจนว่า หากกฎหมายประกาศใช้จริงแล้ว จะมีผลกับพินัยกรรมที่เพิ่งเริ่มต้นเขียนหลังจากวันประกาศใช้กฎหมาย หรือมีผลย้อนหลังไปถึงพินัยกรรมที่เขียนมาแล้วในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา โดยหากกฎหมายทั้งสองส่วนมีการประกาศใช้จริง จะเห็นว่าเมื่อรับโอนมรดกในส่วนที่เป็นที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมาแล้ว จะต้องเจอกับภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วย ซึ่งอาจจะมีผลกระทบกับผู้ที่มีบ้านอยู่อาศัยในใจกลางเมือง ไม่ได้ทำการค้า ที่เมื่อรับมรดกมาแล้ว อาจเจอกับภาษีมรดกที่คิดจากฐานราคาประเมินที่ดินในปัจจุบัน ซึ่งปรับขึ้นไปสูงมากตามราคาตลาด และต้องชำระค่าภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในแต่ละปีด้วย
สำหรับกฎหมายการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่กระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ที่ดิน กระจายที่ดินเปล่าออกจากมือผู้ครอบครองสู่ผู้ที่มีความต้องการใช้ประโยชน์ คนในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ต่างจับตามองว่า ราคาที่ดินจะเป็นอย่างไรหลังเกิดภาษีที่ดินฯ ส่วนใหญ่วิเคราะห์ว่าราคาที่ดินไม่ได้ตกลง แต่อาจจะชะลอความร้อนแรงในการปรับขึ้น เพราะอุปทานที่ดินอาจเข้าสู่ตลาดมากขึ้น จากการที่เจ้าของที่ดินที่เคยคิดว่าจะไม่ขายจะตัดสินใจขายได้ง่ายขึ้น
ส่วนอีกหนึ่งประเด็นที่ถูกกล่าวถึงในเวทีนี้มาก นั่นคือกิจการบางประเภทที่กำไรไม่ได้มากนัก แต่ตั้งอยู่บนที่ดินกลางเมืองมาเนิ่นนาน เช่น ปั๊มน้ำมัน โชว์รูมรถยนต์ต่างๆ คาร์แคร์ โรงเรียน ฯลฯ อาจจะอยู่ยากขึ้น เพราะราคาที่ดินที่แพงขึ้น มีผลต่อต้นทุนภาษีที่ดินฯ ที่ต้องจ่าย เช่นเดียวกับกรณีที่ดินตาบอดที่ติดคดีฟ้องร้อง ก็มีภาระที่ต้องจ่ายภาษีที่ดินฯ โดยที่ไม่สามารถปล่อยขาย หรือดำเนินการใดๆ กับที่ดินเหล่านี้ได้ หรือกรณีปล่อยเช่าที่ดินระยะยาว ซึ่งยังไม่เคยมีเรื่องภาษีที่ดินฯ มาก่อน จึงไม่มีการระบุประเด็นนี้ในสัญญาเช่า แต่มีการประกาศใช้แล้ว ใครจะเป็นผู้จ่ายภาษีที่ดินฯ คงเป็นสิ่งที่คงต้องถกเถียงกัน เพราะอัตราค่าเช่าในบางพื้นที่ ที่ราคาที่ดิน ณ วันให้เช่ายังไม่สูง แต่วันนี้สูงมากแล้ว ค่าเช่าอาจไม่ครอบคลุมกับต้นทุนภาษีที่ดินฯ ที่ต้องจ่ายก็เป็นได้
คงต้องติดตามความเคลื่อนไหวกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะผลักดันสองกฎหมายนี้ได้สำเร็จหรือไม่ และเมื่อมีการประกาศใช้แล้ว จะลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้จริงตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายได้มากน้อยแค่ไหนต้องคอยติดตาม







