posttoday
หนุนยึดฐาน "ฮ่องกง" กระจายสินค้าสู่จีน-ตลาดโลก

หนุนยึดฐาน "ฮ่องกง" กระจายสินค้าสู่จีน-ตลาดโลก

29 กันยายน 2557

แม้จีนจะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ “ฮ่องกง”

โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล

แม้จีนจะเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและเป็นส่วนหนึ่งของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ “ฮ่องกง” ก็ยังมีบทบาทในฐานะประตูเศรษฐกิจสำคัญแห่งหนึ่งของจีนอยู่ โดยการค้าระหว่างประเทศของจีนยังดำเนินการผ่านฮ่องกงถึง 22%

เมื่อดูสถิติสินค้าที่อาศัยฮ่องกงเป็นฮับกระจายสินค้า พบว่า 62% ของสินค้าส่งออกจากประเทศที่สามผ่านฮ่องกงมาจากจีน ขณะที่ 46% ของสินค้าประเทศที่สามที่นำเข้าผ่านฮ่องกงจะมุ่งหน้าไปที่จีน

การที่ฮ่องกงมีจุดยืนเรื่องนโยบายเปิดเสรีที่ชัดเจน เศรษฐกิจขยายตัวสูง ประกอบกับเป็นท่าเรือขนส่งสินค้าที่มีปริมาณการขนส่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รวมทั้งเป็นตลาดหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายมากเป็นอันดับ 2 ของเอเซีย จึงทำให้ฮ่องกงเป็นเป้าหมายการลงทุนที่สำคัญของนักลงทุนทั่วโลก เห็นได้จากสำนักงานภูมิภาคของบรรษัทข้ามชาติที่ตั้งในฮ่องกงมีมากกว่า 4,000 แห่ง และมีธนาคารรวมกันกว่า 200 ธนาคาร

ขณะเดียวกัน เป็นเพราะเศรษฐกิจฮ่องกงผูกพันใกล้ชิดกับเศรษฐกิจของจีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจจีนฮ่องกง หรือ CEPA เมื่อปี 2549 เท่ากับเป็นการเปิดเสรีตลาดจีนให้กับธุรกิจทั้งภาคการผลิตและภาคบริการของฮ่องกง อนุญาตให้สินค้าที่ผลิตในฮ่องกงแทบทุกชนิดสามารถส่งไปขายในจีนโดยไม่ต้องเสียภาษี

วิทยากร มณีเนตร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคร.) หรือทูตพาณิชย์ ณ เมืองฮ่องกง ฉายภาพฮ่องกงวันนี้ให้ฟังว่า รูปแบบธุรกิจในฮ่องกงเปลี่ยนไปและมีความชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่าเป็นศูนย์กลางการค้า การลงทุน และการบริการทั้งทางบก ทะเล และอากาศ ที่สำคัญเดิมที่คิดแค่ว่าจะใช้ฮ่องกงเป็นสปริงบอร์ดส่งออกสินค้าจากไทยและอาเซียนเข้าไปยังประเทศจีนเท่านั้น ตอนนี้ต้องกลับทบทวนใหม่ เพราะจีนก็ได้ใช้ฮ่องกงเป็นประตูกลางส่งออกสินค้ามายังอาเซียนและกระจายสู่ตลาดโลกเช่นกัน

ปัจจุบัน ฮ่องกงเป็นคู่ค้าอันดับที่ 5 ของไทย โดยในปี 2556 มีมูลค่าส่งออกสินค้าไทยอยู่ที่ 1.31 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สินค้าสำคัญ ได้แก่ ข้าว อัญมณี และผลไม้สด อีกทั้งฮ่องกงยังเป็นศูนย์กลางการติดต่อเจรจาการค้า และการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าของไทย จึงทำให้เป็นอีกตลาดที่ไทยต้องให้ความสำคัญและใช้ประโยชน์จากการเป็นประตู (เกตเวย์) การค้าที่สำคัญของอาเซียนออกไปสู่ตลาดจีนและตลาดทั่วโลกให้ได้มากที่สุด

อย่างไรก็ตาม การนำสินค้าไทยเข้าไปเจาะตลาดฮ่องกงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะอาจเผชิญกับอุปสรรคของฮ่องกงเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคู่แข่งออกแบบบรรจุภัณฑ์และตั้งชื่อสินค้าให้คล้ายกับสินค้าไทย รวมทั้งการแข่งขันด้านราคา อีกทั้งยังได้รับผลกระทบทางอ้อมจากนโยบายรัดเข็มขัดและปราบคอร์รัปชั่นของจีนด้วย ซึ่งทำให้สินค้าส่งออกของไทยหลายรายการลดการส่งออกผ่านฮ่องกงไปจีน (ReExport) ตามไปด้วย

ทั้งนี้ สคร.ได้กำหนดยุทธศาสตร์สินค้าไทยโดยเป็น 4 กลุ่ม ตามมูลค่าการส่งออกและอัตราการขยายตัว คือ กลุ่มที่มีมูลค่าต่ำแต่โตสูง กลุ่มที่มีมูลค่าสูงโตสูง กลุ่มที่มีมูลค่าสูงแต่โตต่ำ และกลุ่มที่มีมูลค่าต่ำและโตต่ำ เพื่อจะได้วางแผนเพิ่มศักยภาพให้กับสินค้าไทยสามารถแข่งขันในตลาดและยังรักษาการเติบโตต่อไปได้

“เราต้องใช้ความได้เปรียบของฮ่องกงที่เป็นศูนย์กลางการค้าและเป็นเกตเวย์แบบสองทางในตลาดจีนให้มากขึ้น โดยจะต้องยกระดับและส่งเสริมสินค้าทางเลือกใหม่ๆ หาพันธมิตรที่แข็งแกร่งในฮ่องกงเป็นตัวช่วยขับเคลื่อนสินค้าไทย เช่น หากสามารถดึงร้านซาซ่ามาเป็นพาร์ตเนอร์ได้ ก็จะเป็นโอกาสของสินค้าเครื่องสำอางไทย เพราะเฉพาะร้านซาซ่าในฮ่องกงก็มีอยู่หลายพันสาขาแล้ว”

เวลานี้ตลาดฮ่องกงจึงเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทย เนื่องจากยินดีต้อนรับสินค้าและบริการจากทุกชาติ แต่ขณะเดียวกันการเปิดเสรีของฮ่องกง ก็เป็นความท้าทายสำหรับผู้ประกอบการไทยที่จะต้องพัฒนาสินค้าให้ดีจริงพอที่จะแข่งขันกับคนอื่นได้

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค