
เปิดบันทึกนักเดินทางชมความงาม"เวียดนาม"
การเขียนสารคดีที่พาผู้อ่านเข้าไปท่องดินแดนในต่างประเทศ เจาะลึกข้อมูลในหลากหลายแง่มุม หลายหลากมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
การเขียนสารคดีที่พาผู้อ่านเข้าไปท่องดินแดนในต่างประเทศ เจาะลึกข้อมูลในหลากหลายแง่มุม หลายหลากมิติ ทั้งด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิตความเป็นอยู่ หรือในแง่มุมที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มองข้ามนั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย
อีกทั้งการถ่ายทอดออกมาให้ผู้อ่านสนใจ ไม่น่าเบื่อ ทำให้ผู้อ่านรู้สึกสนุก เพลิดเพลินไปกับการเดินทางไปเรียนรู้สถานที่ต่างๆ นั้น ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายของผู้เขียนเช่นเดียวกัน
จากการเดินทางไปท่องเที่ยวประเทศเวียดนามในปี 2553 ของ ประชาคม ลุนาชัย นักเขียนชื่อดัง การท่องเที่ยวในครั้งนั้นได้เป็นที่มาของสารคดีเรื่อง“เวียดนามแผ่นดินหลังสงคราม ในความงามและความหมาย”
ประชาคม เล่าว่า เดินทางไปเวียดนามครั้งแรกก็ไปท่องเที่ยวแบบปกติ ไปกับบริษัททัวร์และเพื่อนร่วมทางอีกมากมาย ได้เห็นถึงเสน่ห์ที่แท้จริงของประเทศเวียดนาม ว่านอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติแล้ว เวียดนามยังมีมุมอื่นๆ ที่น่าค้นหา และยังมีเมืองอื่นๆ ที่น่าสนใจอีกมากมาย ทุกที่ของเวียดนามล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์ในแบบฉบับของเวียดนาม
เขาบอกว่า เวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่มีคนไทยนิยมเดินทางไปเป็นจำนวนมาก สังเกตได้จากเจ้าของร้านค้าต่างๆ สามารถพูดภาษาไทยได้เป็นอย่างดี สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยนั้นเป็นนักจับจ่ายใช้สอยชั้นยอด แต่การเดินทางในแต่ละครั้งจะมุ่งเน้นแต่เพียงการซื้อสินค้าไม่ได้ ควรจะได้ประโยชน์อะไรกลับมาจากสถานที่นั้นๆ หรือเอาสาระความเป็นเวียดนามกลับมาด้วยให้ได้
ในเมื่อตั้งใจจะเขียนสารคดีเล่มนี้ขึ้นมา ทำให้จำเป็นต้องเดินทางไปเวียดนามบ่อยครั้งมากขึ้นเพื่อไปเก็บข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์และด้านวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นในหลายมิติ ทำให้ต้องไปเวียดนามอยู่ประมาณ 8 ครั้ง
ข้อมูลส่วนใหญ่หาได้จากคนท้องถิ่น ซึ่งการเดินทางยังคงไปกับทัวร์ แต่จะตามมัคคุเทศก์ท้องถิ่นให้ช่วยพาออกไปนอกเหนือจากเส้นทางทัวร์ ไปในสถานที่อื่นๆ ที่ไม่ได้พานักท่องเที่ยวไป และมีมัคคุเทศก์คอยเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟัง ทำให้ได้แง่มุมที่แตกต่างออกไปทุกครั้งที่ได้พูดคุยกับคนท้องถิ่น
ถนนหลายสายในเวียดนามเป็นที่ขายงานศิลปะ และนอกจากความสวยงามของธรรมชาติ บ้านเมืองแล้ว วิถีชีวิตของคนเวียดนามก็มีเสน่ห์มาก เช่นชาวนาทำนาตามวิถีดั้งเดิม เป็นความงามในมิติของชีวิต ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนต้องการไปเห็นเพราะคือความเป็นอยู่ของคนท้องถิ่นจริงๆ
ขณะเดียวกัน เสน่ห์ของเวียดนามคือการไม่มีการปรุงแต่งใดๆ มากมาย ไม่ทำให้เสียความดั้งเดิมไป ต่างจากเมืองไทย เช่น การไปเที่ยวโบราณสถาน บางแห่งมีการจัดแสดงแสงสีเสียง ปรุงแต่งสถานที่นั้นๆ ทำให้คนที่มาเห็นไม่ได้เห็นในสิ่งที่เป็นไปจริงๆ
ส่วนในแง่ของผู้คน ประชาคมมองว่า ชาวเวียดนามเป็นคนอดทน เห็นแก่ชาติของตัวเอง การที่คนเวียดนามยังคงใส่ชุดประจำชาติในชีวิตประจำวัน ทำให้คนจะระลึกถึงชาติอยู่ตลอดเวลา การทำงานก็ทำงานเพื่อชาติ ซึ่งคนที่เดินทางไปก็ควรจะได้เรียนรู้ถึงประเทศเวียดนามอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม การเดินทางภายในประเทศเวียดนามเองนั้นยังไม่ค่อยสะดวกเท่าไหร่ เพราะการคมนาคมขนส่งทางบก ยังไม่มีความพร้อมและอยู่ระหว่างการพัฒนา ถนนส่วนใหญ่ในต่างจังหวัดยังเป็น 2 ช่องทาง มีบางแห่งที่เป็น 4 ช่องทาง อีกทั้งยังจำกัดความเร็วของรถที่วิ่ง ทำให้ใช้เวลาในการเดินทางไปแต่ละที่นานมาก แต่ข้อดีก็คือได้เห็นความเป็นอยู่ของคนในแต่ละท้องถิ่นตามสองข้างทาง
ในอนาคต หากเวียดนามสามารถพัฒนาการคมนาคมขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เชื่อว่าจะเป็นแรงดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางเข้าไปชื่นชมความสวยงามได้มากกว่าปัจจุบัน และเวียดนามจะเป็นคู่แข่งด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย
สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวในเวียดนามปัจจุบันไม่ใช่เรื่องยาก ไม่ต้องทำวีซ่า ทำให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติหลั่งไหลเข้าไปเที่ยวเวียดนาม รายได้หลักของประเทศส่วนหนึ่งจึงเป็นรายได้ที่มาจากการท่องเที่ยว อีกทั้งการท่องเที่ยวเวียดนามก็มีค่าใช้จ่ายไม่สูง เดินทางไม่ไกล คนไทยจึงไปมาก เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน เช่น พม่า กัมพูชา มาเลเซีย สิงคโปร์
สุดท้ายเขาฝากว่า อยากให้นักท่องเที่ยวทุกคนไม่ว่าจะเดินทางไปที่ไหน ได้ลองสังเกตสิ่งรอบตัว ศึกษาสถานที่นั้น เพื่อที่จะได้เข้าใจถึงความงามของสถานที่นั้นอย่างแท้จริง







