
ส่องนิคมอุตฯเพื่อนบ้านเป้าหมายชัด-เงื่อนไขยืดหยุ่น
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
“ต่อไปรูปแบบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมจะเปลี่ยนไปทั้งในประเทศไทยและเพื่อนบ้าน เพราะการที่แรงผลักดันทางเศรษฐกิจโลกหมุนวนมาอยู่ในอาเซียน จึงเป็นโอกาสที่ประเทศอาเซียน และคู่ค้าสำคัญอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ เลือกเข้ามาลงทุน และวันนี้ไทยพร้อมรับหรือยัง” เกษมสันต์ วีระกุล นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เกริ่นเปิดหัวในการบรรยายพิเศษเรื่อง “นิคมอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้าน”
การที่นักลงทุนจะเลือกลงทุนในประเทศใดๆ นั้น จะพิจารณาจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ 1.ความยากง่ายในการทำธุรกิจ 2.ความโปร่งใส ไร้ปัญหาการคอร์รัปชั่น และ 3.ความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ซึ่งเมื่อเทียบฟอร์มของประเทศในอาเซียน ไม่รวมสิงคโปร์ จะเห็นว่า “ไทย” มีความโดดเด่นที่สุด
แต่ตอนนี้นักลงทุนกำลังเบนความสนใจไปที่ประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนามลาว และกัมพูชา ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ด้อยกว่าไทยในทุกด้าน
เกษมสันต์ วีระกุล นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) กล่าวว่า ปัจจุบัน “เวียดนาม” กำลังเดินตามรอยสิงคโปร์ เพราะมี ลีกวนยิว อดีตผู้นำสิงคโปร์ เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ สิงคโปร์เข้ามาช่วยพัฒนานิคมอุตสาหกรรมและเขตเศรษฐกิจต่างๆ ให้เวียดนาม เนื่องจากสิงคโปร์ไม่มีพื้นที่ในประเทศที่จะขยายเพิ่มแล้ว จึงพยายามนำผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของตนไปลงทุนขยายฐานการผลิตและการค้าในเวียดนาม
ทั้งนี้ การดำเนินงานนิคมอุตสาหกรรมเวียดนามมีเป้าหมายเน้นการพัฒนาประเทศอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ส่งเสริมการผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม
“เวียดนามต้องการการลงทุน นักลงทุนแจ้งความต้องการของตัวเองแก่ผู้บริหารของเมืองที่ตั้งนิคมฯ หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษคนเดียวก็จบ ทางรัฐบาลเวียดนามพร้อมที่จะทำให้ทันที ส่วนการคอร์รัปชั่นจะเป็นแบบตามน้ำมากกว่าการทวนน้ำ ที่สำคัญแรงงานเวียดนามขยันและเคารพกฎหมาย ซึ่งนักธุรกิจต้องการกฎระเบียบการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจนและต่ำสุด เพราะกลัวว่าเมื่อคุยแล้วไม่จบ ต้นทุนบานปลาย รวมทั้งการที่เวียดนามจับมือกับสิงคโปร์ก็เป็นอะไรที่น่ากลัวมาก”
พร้อมกันนี้ ยังมองว่าอีก 5 ปีข้างหน้า เวียดนามมีโอกาสแซงหน้าไทยได้สูง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมไอทีที่บริษัทจากทั่วโลกกำลังสนใจเข้าไปตั้งโรงงานผลิตในเวียดนาม เพราะยังได้รับสิทธิพิเศษทางภาษี(จีเอสพี) จากสหภาพยุโรป (อียู)
ขณะที่ “กัมพูชา” มีความสนใจรองลงมา วันนี้มีนักธุรกิจเข้าไปลงทุนจำนวนมาก เพราะนักการเมืองกัมพูชาตรงไปตรงมา คุยกันตรงๆ ว่าอยากได้อะไร เมื่อตกลงกันได้ก็จบ ซึ่งกลายเป็นเสน่ห์ของกัมพูชา ด้านแรงงานก็รู้ภาษาอังกฤษ ขยันทำงาน คุ้มค่ากับการเข้าไปลงทุน เห็นได้จากที่นักลงทุนจีน เกาหลีใต้ และเวียดนาม ต่างแย่งชิงตลาดในกัมพูชากัน
“โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคของกัมพูชาค่อยๆ พัฒนาขึ้นมา เชื่อว่าอีกไม่เกิน35 ปี จะเห็นศูนย์การค้าใหม่ๆ เกิดเต็มเมือง และกัมพูชาเน้นเรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษและนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีกฎหมายพิเศษมาควบคุมและมีแนวโน้มพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับเวียดนาม แต่ชัดเจนน้อยกว่า”
ขณะที่ “ลาว” ยังขาดความพร้อมทั้ง 3 ปัจจัยหลักที่นักลงทุนสนใจ แต่มีศักยภาพด้านน้ำ จึงมีแผนจะสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้ามากถึง 80 เขื่อน กำลังการผลิตรวมประมาณ 2 หมื่นเมกะวัตต์ ซึ่งจะสร้างรายได้เข้าประเทศประมาณ 2 แสนล้านบาท สะท้อนว่า รายได้คนลาวจะดีขึ้นอย่างน้อย 2 เท่าตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า และการที่รู้ตัวว่าประเทศมีเงินน้อยจึงเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน ทำให้มีโครงการขนาดใหญ่เกิดขึ้นในลาวจำนวนมาก
ขณะเดียวกัน เขตเศรษฐกิจพิเศษในลาวมีความพิเศษมาก เพราะขึ้นอยู่กับการเจรจาตกลงกับรัฐบาลกลางว่าต้องการอะไร และแต่ละเขตเศรษฐกิจก็มีกฎหมายและรูปแบบการบริหารเป็นของตัวเอง รวมทั้งการที่ผู้ประกอบการในมณฑลทางตอนใต้ของจีน ต้องการขยายฐานการลงทุนเข้ามาในภูมิภาคอาเซียนมากขึ้น จึงใช้ลาวเป็นฐานสำคัญ
“มาเลเซีย” เป็นอีกประเทศที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ควรเข้าไปศึกษา เพราะมาเลเซียมีแผนชัดเจนที่จะเป็นศูนย์กลางการเงินมุสลิมและศูนย์กลางอาหารฮาลาลโลกหาก กนอ.ร่วมมือกับมาเลเซียสร้างนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ก็จะเป็นประโยชน์กับไทย
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพแนวทางการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของเพื่อนบ้าน ที่สามารถหาจุดเด่นของตัวเองเจอแล้วพลิกให้เป็นโอกาส ซึ่งน่าจะพอเป็นตัวอย่างให้ กนอ.ตื่นตัวและเร่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมของไทยให้โดดเด่นและดึงดูดใจนักลงทุนจากทั่วโลกต่อไป







