
เวทีพลังงานเดือด!"ปิยสวัสดิ์"หลุดปากลั่นเห่าหอน
เสวนาปฏิรูปพลังงานดุเดือดภาคประชาชนซัดโครงสร้างราคาบิดเบือนทำคนใช้น้ำมันแพง "ปิยสวัสดิ์"หลุดปากกลางวง ลั่น "ไม่ใช่มาเห่าหอนอยู่ข้างนอก"
เสวนาปฏิรูปพลังงานดุเดือดภาคประชาชนซัดโครงสร้างราคาบิดเบือนทำคนใช้น้ำมันแพง "ปิยสวัสดิ์"หลุดปากกลางวง ลั่น "ไม่ใช่มาเห่าหอนอยู่ข้างนอก"
ถือว่าร้อนแรงกว่ารอบแรกสำหรับเวที “เสวนาปฏิรูปพลังงานเพื่อความยั่งยืนในอนาคต ครั้งที่2” ที่ประสานงานโดย พระพุทธะอิสระ เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ซึ่งรอบนี้แกนนำจากทุกฝ่ายเข้าร่วมเสวนาครบกว่ารอบวันที่ 27 ส.ค. โดยเฉพาะจากภาคประชน ฝ่ายเครือข่ายปฏิรูปพลังงานภาคประชาชนเช่น รสนา โตสิตระกูล ม.ล.กรณ์กสิวัฒน์ เกษมศรี วีระ สมความคิด อิฐบูรณ์ อ้นวงษา ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เครือข่ายพลังงานภาคประชาชน
ขณะที่ฝ่ายของตัวแทนภาคที่นำโดย “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปตท. ไพรินทร์ ชูโชตถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. นายคุรุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้องเพลิงธรรมชาติ วีระพล จิรประดิษฐกุล คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(เรกูเลเตอร์) ซึ่งรอบนี้ถือว่าเตรียมข้อมูลมาดีกว่ารอบที่แล้ว
การเสวนาครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ช่วง โดยช่วงเช้าเป็นประเด็นของพลังงานฟอสซิล ส่วนช่วงบ่ายเป็นเรื่องพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียน ซึ่งในการเสวนาเกี่ยวกับพลังงานฟอสซิลเต็มไปด้วยความดุเดือดที่ พระพุทธะอิสระซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการต้องคอยเบรกทั้ง 2 ฝ่าย โดยประเด็นท่อก๊าซ ปตท. ยังคงถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นหลักในการโต้เถียงของทั้ง 2 ฝ่าย โดยเรื่องนี้ภาคประชาชนระบุว่า ปตท.ไม่ได้คืนท่อก๊าซฯในทะเลต้ังแต่ปี44-50 แต่จ่ายค่าเช่าจากรัฐเพียง 1,597 ล้านบาท(รวมดอกเบี้ย) แต่รายได้ที่ปตท.ได้รับมีสูงถึง 1.28 แสนล้านบาทและยังมีการประเมินค่าผ่านท่อใหม่หลังแปรรูปเป็น บมจ.ปตท.นำมาซึ่งการเพิ่มค่าผ่านท่อ
“ปิยสวัสดิ์” ชี้แจงว่า ปตท. ได้ดำเนินการตามคำสั่งศาลปกครองเมื่อปี 2550 โดยการคืนท่อก๊าซระยะทาง 450 กิโลเมตร ให้แก่กระทรวงการคลังไปแล้ว และหลังจากนั้นก็จ่ายค่าเช่าต่อกระทรวงการคลัง 550 ล้านบาทต่อปี แต่ท่อก๊าซของ บริษัท ปตท. มีการลงทุนขยายต่อมาตลอด ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 3,600 กิโลเมตร ทำให้ค่าผ่านท่อที่ ปตท. ได้รับจึงสูงกว่าค่าเช่าท่อที่ ปตท. จ่ายให้แก่กระทรวงการคลัง
ขณะที่ “ไพรินทร์ ชูโชติถาวร” กล่าวว่า ปตท. ไม่ได้เป็นผู้กำหนดค่าผ่านท่อที่เก็บจากทุกหน่วยงานที่เข้ามาใช้ท่อก๊าซของ ปตท. อำนาจกฎหมายการดูท่อก๊าซทั้งระบบเป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) โดย กกพ.เป็นผู้กำกับค่าผ่านท่อ ส่วนประเด็นท่อก๊าซเส้นที่1 ที่ใช้งานมาเกือบ 30 ปี ปตท. ก็ดำเนินการตามมติของ กกพ. ที่ให้ยืดอายุการใช้ท่อก๊าซเพราะเห็นว่าเป็นแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน เนื่องจากหากไปสร้างท่อใหม่ในพื้นที่ชุมชน อาจจะลงทุนสูงกว่า และมีผลต่อต้นค่าไฟฟ้า
“วีระพล จิรประดิษฐกุล” กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)กล่าวว่า ค่าผ่านท่อไม่ถือเป็นต้นทุนสำคัญที่ส่งผลต่อราคาก๊าซที่ประชาชนต้องจ่าย แต่มาจากราคาก๊าซธรรมชาตที่ผันตามราคาน้ำมันตลาดโลกเป็นหลักโดยปัจจุบันราคาอยู่ที่ 290 บาท/ล้านบีทียู ในขณะนี้ ค่าผ่านท่อ อยู่ที่ 21.99 บาท/ล้านบีทู ซึ่งในส่วนการต่ออายุท่อก๊าซเส้นที่1 ที่เริ่มใช้งาน ตั้งแต่ปี 2524 จาก มาบตาพุด ระยองไปสระบุรี รวม 355 กิโลเมตร ครบอายุ 25 ปี เมื่อปี 2549 และ กกพ.เห็นชอบให้ต่ออายุ 15 ปี โดยมีการให้ 2 บริษัทเข้ามาประเมินทรัพย์สินโดยมีการประเมินกว่า 9 หมื่นล้านบาท และ กกพ.เห็นชอบให้ตีมูลค่า 6.1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น โดยในส่วนนี้เป็นต้นทุนที่ ปตท.ต้องเสียค่าดูแลและบำรุงรักษา
อย่างไรก็ตาม ในเวทีเสวนาได้ใช้เวลามากในการถกกันเรื่องของท่อก๊าซจน พระพุทธะอิสระ ต้องเบรกทั้ง 2ฝ่ายเพื่อให้มีการหารือกันในประเด็นอื่น ไม่ต้องการให้เวทีนี้เป็นเวทีที่มาซัดทอดว่าใครถูกหรือผิด หรือซักฟอกบริษัท ปตท. หรือกระทรวงพลังงาน และถ้าใครมีปัญหาที่เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ให้ไปฟ้องศาลอย่ามาใช้เวทีนี้ ขอใช้เวทีนี้เพื่อหาทางออกเรื่องพลังงานที่สร้างสรรค์ให้ประเทศ
จากนั้นจึงเข้าสู่ประเด็นโครงสร้างราคาพลังงาน ที่ “ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์” จากเครือข่ายพลังงานภาคประชาชน ได้กล่าวถึงประเด็นโครงสร้างราคาที่บิดเบือนจากการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันและเชื้อเพลิงและกองทุนอนุรักษ์พลังงาน ซึ่งควรจะยุบทั้ง 2 กองทุนนี้เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ราคาน้ำมันที่ถูกลงหรือไม่ ขณะที่วีระ สมความคิด ได้ยกหลักฐานที่เป็นหนังสือของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.) ระบุถึงการใช้เงินที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของกองทุนอนุรักษ์พลังงาน เช่นใช้ไปกับการอบรมสัมมนา ประชาสัมพันธ์ ซื้อรถยนต์โตโยตาอัลพาร์ด ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงที่นายปิยสวัสดิ์ เป็น รมว.พลังงาน ยุครัฐบาล คมช.
โดยประเด็นนี้ได้ทำให้ปิยะสวัสดิ์ สวนกลับไปทันทีว่า “หากเรื่องนี้มาจาก สตง. ก็ต้องไปเอาความผิดกับคนที่ทำผิดไม่ใช่มาเห่าหอนอยู่ข้างนอก” หลังจากนั้นก็มีเสียงโห่แสดงความไม่พอใจจากผู้เข้าฟังเสวนาที่จำนวนมากก็มาจากเครือข่ายปฏิรูปพลังงานภาคประชาชน พระพุทธะอิสระก็ขอให้ปิยสวัสดิ์ถอนคำพูดทันที ซึ่งปิยสวัสดิ์ก็กล่าวถอนคำพูด
จากนั้น “คุรุจิต นาครทรรพ” อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า กองทุนอนุรักษ์พลังงานยังมีความจำเป็นอยู่ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการประหยัดพลังงาน และเพิ่มการใช้พลังงานทดแทนพลังงานฟอสซิล ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ผลเมื่อเทียบกับปี 2548 ที่เริ่มตั้งกองทุนประเทศไทยมีพลังงานทดแทนเพียง 0.48% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด แต่ ณ สิ้นปี 2556 มีการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 11.6% ซึ่งผลตอบแทนที่ประเทศได้รับถือว่าคุ้มเมื่อเทียบกับที่เก็บเงินจากน้ำมันทุกประเภท 0.25 บาทต่อลิตรเพื่อมาเข้ากองทุนนี้ แต่ในกรณีที่เกิดการกระทำผิดใช้เงินไม่ถูกต้องก็ต้องไปสอบทางวินัยและว่าตามผิด
ส่วนประเด็นกองทุนน้ำมันฯ มีการเก็บเงินนำส่งเพื่อไปชดเชยก๊าซแอลพีจีนั้น นายปานเทพ ได้เสนอว่าควรจะมีการเก็บเงินนำส่งกองทุนน้ำมันฯ จากภาคปิโตรเคมีมากกว่าปัจจุบัน โดยเสนอว่าภาคปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมควรจะเป็นผู้จ่ายเงินเข้ากองทุนฯ มากที่สุดซึ่งส่วนนี้จะช่วยลดภาระให้กับประชาชนได้ ซึ่งตรงนี้จะแก้ได้โดยการแก้ไขมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) โดยให้สิทธิแก่ภาคครัวเรือนและภาคขนส่งให้ได้รับสิทธิในการได้ใช้ก๊าซธรรมชาติก่อน ส่วนที่เหลือค่อยเป็นของภาคปิโตรเคมี รวมถึงอุตสาหกรรม ซึ่งหากมีภาระต้องนำเข้าก็ให้ทั้ง 2 ส่วนเป็นผู้รับภาระ
โดยในส่วนนี้ “มนูญ ศิริวรรณ” กล่าวว่า ปัญหาเรื่องนี้เริ่มมาจากการไปตั้งราคาหน้าโรงกลั่นที่ไม่เท่ากัน ทำให้ต้องเกิดการต้องมาเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันที่ไม่เท่ากันในแต่ละภาคในภายหลัง ซึ่งจะแก้ไขปัญหาควรทำให้ราคาหน้าโรงกลั่นเท่ากันทั้งหมด แต่ถ้ามีกองทุนที่เข้ามาดูแลก๊าซโดยเฉพาะก็จะเป็นเรื่องดี แต่ไม่เห็นด้วยที่จะมีการยกเลิกกองทุนฯ น้ำมันไปเพราะไม่เช่นนั้นจะทำให้ไม่มีงบประมาณเพื่อสนับสนุนให้ประชาชนใช้พลังงานบางประเภทเช่น อี85
หลังการเสวนา ได้มีการเปิดให้ตั้งกระทู้สด ประเด็นส่วนใหญ่พุ่งไปที่การเปิดสัมปทานรอบที่ 21 รวมถึงระบบการให้ประทานและการแบ่งปันผลประโยชน์ว่าแบบไหนให้ประโยชน์กับประเทศมากที่สุด
อธิบดีกรมเชื้อเพลิงฯ กล่าวว่า การเสนอ สัมปทานรอบที่21 ในขณะนี้กำลังเสนอข้อมูลแก่ นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงานว่าหากจะเปิดสัมปทานจะทบทวนหลักเกณฑ์ให้ผู้ได้รับสัมปทานจะต้องเปิดให้บริษัทคนไทยร่วมทุนมากยิ่งขึ้น และกำหนดให้ผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐในรูปแบบต่างเพิ่มขึ้น ซึ่งกรณีจะใช้สัมปทานหรือพีเอสซีนั้น หากต้องการกำหนดให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
แต่จะกำหนดมากน้อยแค่ไหนต้องดูจากศักยภาพปิโตรเลียมน่าสนใจหรือไม่ ซึ่งหากย้อนกลับไปดูสัมปทานรอบ 20 เปิดสัมปทาน 28 แปลง ไม่พบและคืนสัมปทาน 18 แปลง ในขณะที่อีก 10 แปลง พบสำรอง 0.05 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ในขณะที่ไทยใช้ 1.7 ล้านล้านลูกบาศก์ต่อปี หากไม่เปิดสัมปทานเพิ่มเติมหรือพิจารณาเรื่องสัญญาปิโตรเลียมของเชฟรอน บงกชที่จะหมดอายุลง. หรือไม่ใช่ถ่านหินเลย ไทยจะต้องพึ่งพานำเข้าแอลเอ็นจีทั้งหมด ค่าไฟฟ้าจะสูงกว่า 6 บาทต่อหน่วย
ด้าน เทวินทร์ วงศ์วานิข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือ ปตท.สผ.กล่าวว่า ปตท.สผ.ลงทุนในต่างประเทศมีทั้งพีเอสซี และสัมปทาน ซึ่งแต่ละประเทศจะกำหนดจากศักยภาพปิโตรเลียม โดยเวเนซูเอลาที่มีสำรองสูงสุดของโลกมีประมาณ 3 แสนล้านบาร์เรลใช้ระบบสัมปทานกำหนดผลประโยชน์ตอบแทนแก่รัฐ 90% ส่วนนิการากัวที่มีสำรองในเหณฑ์ต่ำสุดของโลกใช้พีเอสซีกำหนดผลตอบแทนแก่รัฐ 40% เท่านั้น ส่วนของไทยมีสำรองระดับกลางๆของโลก ระดับ ที่ 48 สำรอง 400 ล้านบาร์เรล ใช้ระบบสัมปทานกำหนดผลตอบแทนแก่รัฐ 50-60% ส่วนมาเลเซียมีสำรอง 3.7 พันล้านบาร์เรลอันดับที่ 29 ของโลก
ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย จะเห็นว่าสำรองน้ำมันของมาเลเซียสูงกว่าไทยมาก จึงมีเงินอุดหนุนพลังงานค่อนข้างสูง และใช้ระบบพีเอสซี จึงไม่สามารถเปรียบเทียบกันได้ โดยไทยหากไม่ลงทุนสัมปทานใหม่สำรองจะลดลงไปเรื่อยๆต้องนำเข้าสูงขึ้นจากปัจจุบันนำเข้ากว่า 1 ล้านล้านบาท/ปีเกิดผลกระทบต่อประชาชน โดยปัจจุบันไทยมีสำรองที่พิสูจน์แล้วในส่วนของน้ำมันเหลือเพียง 3 ปีมาเลเซียเหลือ16 ปี และสำรองก๊าซของไทยเหลือ 7 ปีเท่านั้น
หลังการเสวนา นายวีระ สมความคิด นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์และนางสาวรสนา โตสิตระกูล ได้ไปแถลงข่าวนอกเวทีเสวนา ว่ารู้สึกผิดหวังพระพุทธะอิสระ ผู้ดำเนินการบนเวทีเสวนาปฏิรูปพลังงานครั้งที่2 ว่าไม่เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนอธิบายปัญหาอย่างเต็มที่และเพียงพอ เช่น กรณีกองทุนอนุรักษ์พลังงาน มีการนำเงินไปใช้ที่ผิดวัตถุประสงค์จำนวนมาก โดยเฉพาะกรณีการชี้มูลโดย สตง. ว่ากระทรวงการคลัง กระทรวงพลังงานและ ปตท.ร่วมกันกระทำผิด แต่การเสวนาวันนี้กลับไม่ยอมชี้แจงและพยายามบ่ายเบี่ยง หลายกรณีมีการปิดบังและปกปิดข้อมูล เช่นกรณีนายปิยสวัสดิ์ บอกในการเสวนาครั้งก่อนว่าท่อก๊าซในทะเลยังไม่ได้ส่งคืน แต่ในวันนี้กลับบอกว่าส่งคืนแล้ว รวมถึงการประณามภาคประชาชน โดยการดูถูกประชาชนบนเวทีโดยเรียกผู้ที่ตั้งคำถามว่าเป็นพวกเห่าหอน







