
ข้อเสนอการเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีในไทย
บทความตอนที่แล้วผมอธิบายถึงสาเหตุที่ว่าการที่ผู้มีเงินได้ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทผู้ประกอบธุรกิจ SME อยู่นอกระบบภาษีมากและผู้อยู่ในระบบภาษีก็ไม่อยากที่จะอยู่ในระบบภาษี เพราะถูกเจ้าหน้าที่สรรพากรมุ่งเข้าตรวจสอบภาษีเพิ่ม เพราะสามารถหารายได้เพิ่มง่ายกว่าจะไปเรียกเก็บจากผู้อยู่นอกระบบภาษี
บทความตอนที่แล้วผมอธิบายถึงสาเหตุที่ว่าการที่ผู้มีเงินได้ของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือบริษัทผู้ประกอบธุรกิจ SME อยู่นอกระบบภาษีมากและผู้อยู่ในระบบภาษีก็ไม่อยากที่จะอยู่ในระบบภาษี เพราะถูกเจ้าหน้าที่สรรพากรมุ่งเข้าตรวจสอบภาษีเพิ่ม เพราะสามารถหารายได้เพิ่มง่ายกว่าจะไปเรียกเก็บจากผู้อยู่นอกระบบภาษี
ความจริงรัฐบาลหรือกรมสรรพากรควรถือว่าผู้เสียภาษีในปัจจุบันทุกคนเป็นลูกค้าหรือผู้มีอุปการะคุณเพราะเป็นผู้ที่สนับสนุนจ่ายเงินภาษีเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ การสร้างวัฒนธรรมการเสียภาษีและการเสนอสิทธิประโยชน์ให้แก่ผู้เสียภาษีให้เข้ามาอยู่ในระบบทั้งทางตรงและทางอ้อมจึงเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องบูรณาการในกระบวนการปฏิรูปภาษีที่ผมได้เขียนและพูดเรียกร้องมานาน
ผมจึงขอเสนอให้วิธีการตอบโจทย์ที่จะนำบุคคลเข้ามาสู่ในระบบภาษีด้วยความสมัครใจ โดยข้อเสนอของผมนี้อาจจะทำให้รัฐบาลอาจขาดรายได้เพิ่มขึ้นในระยะเริ่มต้น แต่ผมเชื่อว่ามีความยั่งยืนในระยะยาว
1.ลดอัตราภาษีและเพิ่มการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน ผมขอเสนอให้รัฐบาลลดอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลอยู่ในอัตราเดียวกัน และอัตราภาษีต้องไม่สูงกว่าเพื่อนบ้านมากเกินสมควร
1.1 อัตราภาษีที่ผมเสนอของบุคคลธรรมดาควรอยู่ในอัตราสูงสุดไม่เกิน 25% หรือ 28% โดยเริ่มจากอัตราต่ำๆ (เช่น 2, 5, 10, 15, 20, 28%) และเพิ่มอัตราหาค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนที่ต้องใช้ใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีรวมกันได้สูงถึง 40% โดยไม่ควรมีข้อจำกัดขั้นสูงของจำนวนเงินที่หักค่าใช้จ่ายหรือค่าลดหย่อน
1.2 อัตราภาษีนิติบุคคล (SME ควรเริ่มจาก 5, 10, 15 และ 20%) ตามจำนวนกำไรและควรยกเลิกภาษีเงินปันผล อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลทั่วไปให้คงอัตราเดิม 20% แต่ยกเลิกการหักภาษี ณ ที่จ่ายของเงินปันผล ปัจจุบันประเทศสิงคโปร์มีอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 220% นิติบุคคล 17% โดยไม่มีการเรียกเก็บภาษีเงินปันผลอีก ทำให้อัตราสุทธิของภาษีนิติบุคคลและเจ้าของเท่ากับ 20% ซึ่งต่างกับของไทยในปัจจุบันที่มีอัตราภาษีสุทธิ 28% และบุคคลธรรมดาอัตรา 35%
เหตุผลเรื่องการหักค่าใช้จ่าย ค่าลดหย่อน ให้ง่ายโดยกำหนดเป็นอัตราร้อยละของเงินได้ ผมเสนอเฉพาะบุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ (ค่าจ้าง ค่าบริการ) รวมทั้งกรณีทำธุรกิจซื้อมาขายไปในบุคคลธรรมดา ต้องยกเลิกกระบวนการหักเหมา แต่มาเอาใบเสร็จมาหักได้ตามจริง อันจะเป็นการส่งเสริมและเป็นการนำคนเข้ามาอยู่ในระบบภาษีได้มากขึ้นและช่วยเป็นตัวแทนในการตรวจสอบภาษี
การลดอัตราภาษีจะทำให้รัฐบาลขาดรายได้หรือรายได้ลดลงในช่วงแรก แต่เมื่อมีการนำทุกคนเข้าระบบภาษีมากขึ้น ก็จะเป็นการเพิ่มฐานผู้เสียภาษีอย่างยั่งยืน
2.กำหนดให้ผู้มีเงินได้ทุกคนจดทะเบียนเลขผู้เสียภาษีอากรและยื่นแบบแม้ไม่มีภาษีต้องเสีย ทั้งนี้รัฐบาลต้องลงทุนในระบบ IT ที่ทำอย่างไรที่ให้เลขหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชนกับเลขผู้เสียภาษีเป็นเลขเดียวกันและมีข้อมูลเงินได้และการเสียภาษี และให้บุคคลที่มีเงินภาษีสามารถออกใบรับหรือใบเสร็จไปใช้หักค่าใช้จ่ายได้
มาตรการนี้จะสอดคล้องกับข้อเสนอภาษีเงินได้คนจน (Negative Income Tax) ที่ให้ประชาชนที่มีเงินได้มาจดทะเบียนเพื่อพิจารณาไม่ว่าการช่วยเหลือ การคืนเงิน การจ่ายคูปอง เพื่อช่วยลดภาระภาษีมูลค่าเพิ่มหรือผลประโยชน์อื่นใด
3.กำหนดกระบวนการให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้เสียภาษี ไม่ว่าการให้คูปองกรณีผู้มีรายได้น้อย การให้สิทธิได้รับค่าชดเชยกรณีเกิดภัยสาธารณะ เช่น น้ำท่วม ไฟไหม้ การให้กู้หรือการค้ำประกันโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราถูก การรักษาพยาบาลหรือการจัดระเบียบ การเสนอให้สิทธิประโยชน์ใดๆ ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นรถรับจ้าง ผู้ประกอบการในการทำธุรกิจที่ต้องให้สิทธิแก่บุคคลที่เสียภาษีหรือขึ้นทะเบียนภาษีไว้กับรัฐบาลเท่านั้น เรื่องนี้ต้องพิจารณาอย่างบูรณาการทุกภาคส่วนทั้งภาคเกษตร ประมง อุตสาหกรรม
4.แก้ไขประมวลรัษฎากรยกเครื่องใหม่ โดยลดดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่และการเสียภาษี ควรใช้หลักกฎหมายภาษีให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ทางบัญชี ยกเว้นเรื่องบางเรื่องเท่านั้น กระบวนการระงับข้อพิพาทภาษีอากร ให้กระทำโดยความเป็นกลาง โปร่งใส และหน่วยงานอิสระในการพิจารณาข้อพิพาท
โดยผมยังคงเสนอให้ยกร่างโดยใช้ร่างประมวลรัษฎากรโดยใช้ประมวลกฎหมายของสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นเกณฑ์ในการยกร่างประมวลฉบับใหม่
5.พิจารณายกเลิกสิทธิประโยชน์ BOI ให้ลดน้อยลง โดยเฉพาะเมื่อมีการลดอัตราภาษีทั้งนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาลง และยกเว้นภาษีเงินได้เฉพาะกิจการ BOI ที่มีความจำเป็นกับประเทศจริงๆ โดยค่อยๆ ลดสิทธิประโยชน์ภาษี BOI ลง เพื่อมาชดเชยกับการลดอัตราภาษี
6.ให้มีการนิรโทษกรรมภาษี ภายหลังที่มีการปรับเปลี่ยนอัตราภาษีเพื่อให้คนที่อยากเข้าระบบเข้ามาในระบบโดยไม่ต้องพะวงย้อนหลัง ภายหลังเมื่อปฏิรูปภาษีและนิรโทษกรรมภาษีแล้ว หากยังมีใครหนีภาษีก็จะมีบทบัญญัติลงโทษโดยเด็ดขาดทั้งทางแพ่งและทางอาญา
การเพิ่มจำนวนผู้เสียภาษีได้เข้ามาอยู่ในระบบภาษีมีความจำเป็นต้องบูรณาการทั้งระบบ รวมทั้งการลงทุนในระบบ IT ของผู้เสียภาษี การให้ความสะดวกในการเสียภาษี การให้สิทธิประโยชน์และอัตราภาษีที่ไม่สูงเกินไป รวมถึงการสร้างจิตสำนึกให้ผู้เสียภาษีเข้าไปอยู่ในระบบภาษี จึงต้องเริ่มต้นด้วยการปฏิรูปการศึกษาแก่ประชาชนของประเทศ ตลอดจนการรณรงค์ถึงหน้าที่และประโยชน์ของการเสียภาษีแล้วการใช้จ่ายของภาครัฐบาลจากเงินภาษีก็จะต้องไม่นำไปสู่การคอร์รัปชั่นหรือการทุจริตคิดมิชอบในวงราชการเพราะจะได้ไม่เป็นข้ออ้างของผู้ที่หนีภาษีว่าเสียภาษีในบรรดานักการเมืองก็ไปโกงกินกันอีก ดังนั้น กระบวนการปฏิรูปภาษีจึงมีความสำคัญ การเพิ่มจำนวนผู้เสียจึงเป็นโจทย์หนึ่งในหลาย ๆ โจทย์ของการปฏิรูปภาษีที่ต้องมีการศึกษาอย่างจริงจังต่อไป







