
ค่าโทร.ใน = นอก เครือข่ายสมการนี้ เพื่อผู้ใช้มือถือจริงหรือ?
หลังคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ยังคงยืนยันมติที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) เมื่อวันที่ 28 เม.ย. กำหนดให้ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ทุกราย คิดค่าบริการโทร.ในเครือข่าย (ออนเน็ต) เท่ากับโทร.นอกเครือข่าย (ออฟเน็ต) โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของผู้ใช้มือถือเป็นหลัก ด้วยเหตุผลเพราะผู้ใช้ไม่มีโอกาสรู้ว่า เบอร์ที่กำลังโทร.หานั้น เป็นระบบเดียวกันหรือไม่ จึงไม่สมควรต้องแบกภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
แม้เป้าหมายของ กทช.จะเป็นไปเชิงบวก เพราะไม่ต้องการให้ผู้ใช้มือถือเดือดร้อน และไม่ต้องการให้ค่ายมือถือรายเล็กถูกรายใหญ่ตัดค่าโทร.ในเครือข่ายเดียวกันที่ถูกกว่า ถล่มจนตายไปจากตลาด หลังพบว่าการที่ผู้ให้บริการมือถือบางรายสามารถดัมพ์ค่าโทร.ในเครือข่ายราคาถูกได้นั้น เพราะนำกำไรที่ได้จากการเก็บค่าโทร.นอกเครือข่าย มาหักกลบกัน แต่กลับเกิดข้อกังขาตามมาว่า ท้ายสุดแล้ว หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะช่วยให้ผู้ใช้มือถือได้รับผลประโยชน์จริงๆ หรือ ต้องเสียค่าบริการที่แพงขึ้นกว่าเดิมกันแน่?
ด้วยว่าปัจจุบันนี้ ค่าบริการในเครือข่ายเดียวกันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 50 สต.ต่อนาที หรือถูกกว่านั้นได้บางโปรโมชัน ขณะที่ค่าโทร.นอกเครือข่ายอยู่ที่เฉลี่ยนาทีละ 1.50 บาท เนื่องจากการโทร.นอกเครือข่ายนั้น ผู้ให้บริการมีต้นทุนที่ต้องจ่ายค่าเชื่อมต่อกับโครงข่ายอื่น หรือ ไอซี (อินเตอร์คอนเนกชันชาร์จ) ส่งผลให้ค่าโทร.นอกเครือข่ายจำเป็นต้องแพง เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ต่างกับการโทร.ในเครือข่ายที่ไม่ต้องเชื่อมต่อกับใคร
หากผู้ให้บริการปฏิบัติตามกฎ กทช.จริง มีความเป็นไปได้ 2 ทาง คือ 1.ปรับค่าโทร.ในเครือข่าย ให้แพงขึ้นเท่ากับโทร.นอกเครือข่าย คือ จากเดิมนาทีละ 50 สต. เป็น นาทีละ 1.50 บาท หรือ 2.ปรับค่าโทร.นอกเครือข่าย ให้ลดลงเหลือที่นาทีละ 50 สต. ซึ่งแนวทางหลัง ดูมีความเป็นไปได้น้อยมาก เนื่องจากต้นทุนค่าไอซีที่จ่ายปัจจุบัน เฉลี่ยอยู่ที่นาทีละเกือบ 1 บาท ซึ่งหมายความว่า ผู้ที่เคยโทร.ในเครือข่ายเดียวกันที่มีราคาถูกเดิมนั้น มีแนวโน้มจะต้องเสียค่าบริการแพงขึ้น และผู้ใช้บริการนั่นแหละที่กลายเป็นผู้รับภาระค่าใช้จ่าย
ทั้งนี้ ที่มาของโปรโมชันโทร.ในเครือข่าย ราคาถูกกว่านอกเครือข่ายนั้น ก็มาจากประกาศเรื่องไอซีของ กทช.เอง ที่กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องเข้าสู่กระบวนการจ่ายค่าไอซีระหว่างกัน ส่งผลให้แต่ละค่ายจำเป็นต้องหากลยุทธ์ มาดึงดูดลูกค้าให้โทร.หากันในระบบมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนค่าไอซีให้น้อยที่สุด และหากว่ากันตามกลไกตลาดแล้ว การนำเสนอค่าบริการไม่ว่าจะในลักษณะใด ก็ถือเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของค่ายนั้นๆ สุดท้าย ผู้ใช้บริการต่างหาก ที่มีสิทธิเลือกค่าโทร.ที่เหมาะสมกับการใช้งานของตัวเอง
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก กทช. ระบุว่า ค่าไอซีในปัจจุบันที่ค่ายมือถือตกลงกันนั้น สูงกว่าต้นทุนที่แท้จริงซึ่งอยู่ที่นาทีละ 2730 สต.เท่านั้น ดังนั้น หากค่ายมือถือลดค่าไอซีลงมาอีก ก็น่าจะช่วยให้ค่าโทร.นอกเครือข่าย มีราคาถูกได้เช่นกัน ค่าไอซีจึงไม่ใช่ข้ออ้างที่ค่ายมือถือจะหยิบยกมาเพื่อเก็บค่าโทร.นอกเครือข่าย แพงกว่าในเครือข่าย
ขณะที่ผู้ให้บริการมือถือเอง ก็มีต้นทุนในเรื่องของการลงทุนโครงข่ายเพิ่มเติมและบำรุงรักษาโครงข่ายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งการที่ผู้ใช้เลือกใช้บริการโครงข่ายใดก็ตาม ย่อมหมายถึงความพึงพอใจในบริการหรือคุณภาพของค่ายมือถือนั้นๆ และสิ่งสำคัญที่มากกว่าค่าโทรถูก หรือ แพง คือ การที่ใช้มือถือที่โทรติดและสื่อสารได้ โดยเฉพาะในยามที่เกิดภาวะคับขัน ซึ่งคุณภาพของโครงข่ายที่ดีนั้นก็มาจากค่าบริการที่เรียกเก็บจากผู้ใช้บริการ ส่วนที่เหลือจากนั้น ค่ายมือถือก็คืนกำไรกลับมาให้ลูกค้า ในรูปแบบค่าโทรในเครือข่ายที่ถูกลง ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าเสียหายแต่อย่างใด
เป็นเรื่องที่ดีที่ทั้ง กทช. และค่ายมือถือต่างมีจุดยืนของตัวเอง ที่ล้วนแล้วแต่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของผู้บริโภค แต่ต้องมั่นใจว่าท้ายสุดแล้วผู้ใช้มือถือจะเป็นผู้ได้ประโยชน์นั้นจริง ไม่ใช่กลายเป็นหนูทดลอง ที่ถูกผู้มีอำนาจเหนือกว่าตักตวงประโยชน์แล้วโยนภาระทั้งหมดให้ผู้ใช้บริการ







