
รอซื้อพันธบัตรรัฐ
คลังขายปีนี้ประเดิม3.8หมื่นล้านบาทให้ดอกเบี้ยสูงเน้นขายรายย่อยทั้งหมด
คลังขายปีนี้ประเดิม3.8หมื่นล้านบาทให้ดอกเบี้ยสูงเน้นขายรายย่อยทั้งหมด
คลังประเดิมออกพันธบัตรออมทรัพย์ 3.8 หมื่นล้านบาทปลายปีนี้
นายสุวิชญ โรจนวานิช ที่ปรึกษาด้านตลาดตราสารหนี้ สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.ได้ประชุมหารือกับหน่วยงาน เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และสถาบันการเงินต่างๆ ถึงแผนการระดมทุนของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2558 ที่ต้องการกู้เงินจากตลาดการเงินถึง 7.05 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นเงินกู้ใหม่ 3.15 แสนล้านบาท และเป็นการกู้เพื่อปรับโครงสร้างหนี้เดิม 3.9 แสนล้านบาท
สำหรับแผนการกู้เงินใหม่จะมีการออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนรายย่อยประมาณ 10% ของแผนการบริหารหนี้สาธารณะทั้งหมด หรือประมาณ 1 แสนล้านบาท โดยจะใช้วิธีการทยอยออกพันธบัตร ล็อตแรกคาดว่าจะออกวงเงินประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นพันธบัตรออมทรัพย์ทั่วไปอายุ 3 ปี จำนวน 2 ครั้ง วงเงินครั้งละ 4,000 ล้านบาท
หลังจากนั้นอาจจะออกเป็นพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ อายุ 5 ปี จำนวน 1 ครั้ง มีระยะเวลาจำหน่าย 2 ปี วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะขายภายในช่วงเดือน ต.ค.ธ.ค. 2257 โดยผลตอบแทนจะสูงกว่าการออมช่องทางอื่น เพราะกระทรวงการคลังให้ผลตอบแทนที่ชดเชยภาษีดอกเบี้ยถึง 15% ให้กับผู้ที่ซื้อพันธบัตรออมทรัพย์
นอกจากนี้ การกู้ใหม่ของรัฐมีส่วนหนึ่งวงเงิน 5.9 หมื่นล้านบาท จะใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟทางคู่ ซึ่งจะเป็นการกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะเบิกเงินได้ตามความต้องการใช้เงินจริง ดีกว่าการออกพันธบัตรรัฐบาลกู้เงิน เพราะต้องกู้ทีเดียวทั้งก้อน ทำให้ต้องนำเงินมากองรอไว้เสียอัตราดอกเบี้ย
นายสุวิช กล่าวว่า การระดมเงินของรัฐบาลส่วนใหญ่จะใช้วิธีการออกพันธบัตรรรัฐบาลระยะเวลา 5 ปี ,10 ปี ,15 ปี , 30 ปี และ 50 ปี ในวงเงิน 3.5 แสนล้านบาท หรือ 50% ของวงเงินที่รัฐบาลจะระดมทั้งหมดในปีงบประมาณ 2558
นอกจากนี้จะมีการออกพันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ (ILB) อายุ 10 ปี จากปัจจุบันมีอยู่ในตลาด 7.77 หมื่นล้านบาท ให้ได้เป็น 1 แสนล้านบาท และออกพันธบัตรประเภททยอยชำระคืนเงินต้น (LBA) อายุ 30 ปี เพิ่มอีก 5.5 หมื่นล้านบาท จากที่มีอยู่ในณะนี้ 1.1 แสนล้านบาท เพื่อให้พันธบัตรทั้ง 2 รุ่น มีจำนวน 23 แสนล้านบาท
นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง กล่าวว่า คลังไม่มีนโยบายออกพันธบัตรกู้เงินอายุ 100 ปี เพราะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากอายุยาวไป ไม่มีอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง และไม่เป็นที่สนใจลงทุนของนักลงทุน เพราะอายุพันธบัตรที่ยาวเกินไปไม่มีใครนิยมซื้อ
น.ส.อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการสมาคมตราสารหนี้ไทย กล่าวถึงการเตรียมออกพันธบัตรออมทรัพย์ขายให้กับประชาชนรายย่อยวงเงินประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น พันธบัตรรัฐฐาลอายุ 3 ปี จำนวน 2 ครั้ง วงเงินคลังละ 4,000 ล้านบาท และพันธบัตรออมทรัพย์รุ่นพิเศษ อายุ 5 ปี วงเงิน 3 หมื่นล้านบาท ที่คาดว่าจะขายภายในช่วงเดือน ต.ค. ธ.ค. 2257 รวมถึงเตรียมออก 1.1 แสนล้านบาทของกระทรวงการคลัง ว่า การออกพันธบัตรดังกล่าวไม่น่าจะทำให้อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนพันธบัตรในตลาดลดลง เนื่องจากความต้องการถือลงทุนของนักลงทุนในประเทศยังมีอยู่สูงกว่าปริมาณพันธบัตรที่ออกขายในตลาด และวงเงินที่ออกขายพันธบัตรออมทรัพย์ไม่สูงมาก และเจาะจงขายประชาชนรายย่อยที่นักลงทุนสถาบันซื้อไม่ได้อยู่แล้ว จึงไม่มีผลต่ออัตราผลตอบแทนในตลาด
“ปกติโดยทั่วไปพันธบัตรออมทรัพย์ที่เจาะจงขายรายย่อย จะได้ดอกเบี้ยผลตอบแทนสูงกว่าตลาดพันธบัตรทั่วไปที่นักลงทุนสถาบันลงทุนได้ เพราะพันธบัตรออมทรัพย์ส่วนใหญ่รัฐบาลจะเน้นไปที่การส่งเสริมการออม และให้อัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าปกติ เพื่อชดเชยภาระภาษี 15% ที่รายย่อยต้องจ่ายเข้าไปด้วย โดยเฉลี่ยพันธบัตรออมทรัพย์จะให้ดอกเบี้ยสูงกว่าตลาดอยู่ประมาณ 1%” น.ส.อริยา กล่าว
น.ส.อริยา กล่าวว่า ล่าสุดที่เห็นการออกขายพันธบัตรรัฐบาลที่ผ่านมาเมื่อไม่นานมานี้ ที่มีการออกพันธบัตรออมทรัพย์อายุ 7 ปี ให้ดอกเบี้ย 4.25% และอายุ 10 ปี ให้ดอกเบี้ย 4.75% ในวงเงินประมาณ 3 หมื่นล้านบาท ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนในตลาดแต่อย่างไรเช่นกัน เพราะปัจจุบันปริมาณพันธบัตรที่ออกขายในตลาดมีน้อยกว่าความต้องการของนักลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่ต้องการลงทุนในวงเงินที่สูง ทำให้ขณะนี้จะเห็นว่านักลงทุนได้หันไปลงทุนในหุ้นกู้ภาคเอกชนที่มีความเสี่ยงที่สูงขึ้น แต่ให้ผลตอบแทนสูง 67% มากขึ้น โดยคำนึงถึงการจัดอันดับความน่าเชื่อถือน้อยลง
ทั้งนี้ ปัจจุบันพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนอยู่ที่ 3.58% อายุ 5 ปี อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนอยู่ที่ 3.05% และอายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ยผลตอบแทนอยู่ที่ 2.66%







