
มุมหนัง
เมื่อสักเกือบ 1 ปีก่อน ผมเคยเขียนเรื่อง “หนังอาเซียน” วันนี้อยากจะเขียนอีกครั้งหนึ่ง แต่ในอีกมุมมอง
เมื่อสักเกือบ 1 ปีก่อน ผมเคยเขียนเรื่อง “หนังอาเซียน” วันนี้อยากจะเขียนอีกครั้งหนึ่ง แต่ในอีกมุมมอง
เพราะผมอยากจะชวนคุยเรื่อง “มุมมองประวัติศาสตร์ในหนัง” เปรียบเทียบระหว่างผู้จัดทำ ผู้ชม และผู้กำกับดูแลสื่อในอาเซียน
ถ้าพูดกันถึงเรื่อง “ประเทศที่เจริญที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ผมเชื่อว่าทุกท่านคงตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าคือ สิงคโปร์ แต่ทุกท่านทราบหรือไม่ครับว่า ประเทศที่ขึ้นชื่อว่าเจริญที่สุดนี่แหละ ก็คุมเข้มเรื่องมุมมองและการนำเสนอภาพยนตร์ออกฉายสู่สายตาประชาชนแบบสุดตัว
ล่าสุด สิงคโปร์เพิ่งสั่งแบนภาพยนตร์เชิงสารคดี ความยาว 70 นาทีไปเรื่องหนึ่ง ชื่อเรื่องว่า “To Singapore, with Love”
ภาพยนตร์ดังกล่าวเรียบเรียงฉากการสัมภาษณ์ชาวสิงคโปร์ 9 คน ที่อพยพออกจากประเทศไปในช่วงทศวรรษ 19601980 เพื่อหลบเลี่ยงการถูกฟ้องร้องจากจักรวรรดิอังกฤษและรัฐบาลสิงคโปร์ ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ออกฉายในหลายประเทศ และคว้ารางวัลจากงานเทศกาลภาพยนตร์ติดมาด้วยเล็กๆ น้อยๆ หากดูจากข้อมูลเบื้องต้น ก็น่าสงสัยว่าทำไมหนังแบบนี้จึงถูกแบน
ตานพินพิน ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์ภาพยนตร์เรื่องนี้ ระบุว่า เธอรู้สึกเสียใจกับคำสั่งของสำนักงานพัฒนาสื่อ (MDA) ของสิงคโปร์มาก เพราะ MDA ได้ปิดกั้นโอกาสของประชาชนสิงคโปร์ในการรับทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในอดีต
ข้ามมาที่ฝั่ง MDA ทางหน่วยงานระบุว่า ไม่สามารถปล่อยให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ฉายได้ เพราะเป็นภาพยนตร์ที่ “โกหกและบิดเบือน” ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนในภาพยนตร์ไม่พูดถึงความจริงเกี่ยวกับคดีอาชญากรรมที่จะทำให้ตัวเองถูกจับกุม เลือกพูดแต่สิ่งที่ลบล้างความผิดให้ตัวเอง หากปล่อยให้ภาพยนตร์ฉายออกไปอาจกระทบความมั่นคงของชาติ ทำให้ผู้ชมอาจเกิดความเข้าใจผิด
อย่างไรก็ตาม พอมีการสั่งห้ามฉายภาพยนตร์เรื่องนี้ ประชาชนจำนวนหนึ่งก็ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า การกระทำของ MDA นั้นทำเหมือนชาวสิงคโปร์ยังเป็นเด็ก ควรจะปล่อยชาวสิงคโปร์โต แล้วเลือกทางเดินเองได้แล้ว
พอเห็นภาพเหตุการณ์แบบนี้แล้ว รู้สึกเดจาวูขึ้นมานิดๆ หรือไม่ครับ เหมือนเราเคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้ที่ไหนมาก่อน
จริงๆ เรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่หาทางออก “ยากมาก” หากมีการบิดเบือนเนื้อหาจริง ก็คงเป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ผมเชื่อว่าทั้งผู้ทำภาพยนตร์ ผู้ชม และผู้ดูแลสื่อ ไม่น่าจะมีใครสักคนที่รู้ข้อเท็จจริงของประวัติศาสตร์นั้น จึงกล่าวได้ยากเหลือเกินว่าเนื้อหาในการสัมภาษณ์บิดเบือนไปจากความจริงแค่ไหน และความจริงที่ว่า คือความจริง “ของใคร”
สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นนับจากนี้ จึงเป็นการทบทวนตัวเองของผู้จัดทำภาพยนตร์ เพื่อให้สารในภาพยนตร์ของตัวเองมีความรอบด้านมากขึ้น ผู้ชมเองก็ต้องทำตัวเองให้แน่ใจว่ามีวิจารณญาณในการเสพสื่อใดๆ ก็ตาม ขณะที่ผู้กำกับดูแลสื่อก็อาจต้องทบทวนการให้อิสรเสรีมากขึ้น เมื่อทั้งสองส่วนเองก็ปรับตัวแล้ว
ขณะนี้ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักกันในนาม ท่านมุ้ย กำลังอยู่ระหว่างลงพื้นที่ในพม่า เพื่อเก็บข้อมูลจัดทำภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาค 6
ได้แต่หวังว่าท่านมุ้ยเก็บข้อมูลเสร็จแล้ว จะไม่เสนอแค่ความจริงของเรา แต่เสนอความจริงของพม่าไปพร้อมกันด้วย มิเช่นนั้นผู้ชมและผู้กำกับดูแลสื่อของพม่าอาจไม่พอใจได้ครับ







