
กรุงไทยชูกองตราสารหนี้3ปีจ่ายสูง3.5%
บลจ.กรุงไทย ออกกองทุนตราสารหนี้อายุ 3 ปี จ่าย 3.5% ต่อปี ทยอยจ่ายผลตอบแทนทุก 6 เดือน
บลจ.กรุงไทย ออกกองทุนตราสารหนี้อายุ 3 ปี จ่าย 3.5% ต่อปี ทยอยจ่ายผลตอบแทนทุก 6 เดือน
นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า บริษัทเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดกรุงไทยธนทรัพย์ บี 3 ปี 1 (KTSUPB3Y1 ) เน้นลงทุนในเงินฝาก และตราสารหนี้ต่างประเทศ อายุ 3 ปี จ่ายผลตอบแทนแบบอัตโนมัติทุก 6 เดือน เสนอขายวันที่ 17-23 ก.ย. 2557 คาดการณ์ผลตอบแทนประมาณ 3.50% ต่อปีและนักลงทุนไม่เสียภาษี กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ 10,000 บาท
สำหรับตราสารต่างประเทศ ที่กองทุนลงทุน ได้แก่ เงินฝาก บัตรเงินฝาก ออกโดย ICBC และ Bank of china ในสัดส่วน 35 % ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ส่วนที่เหลือลงทุนหุ้นกู้บริษัท ราชธานีลิสซิ่ง, บริษัท เอส ซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น , บริษัท ศุภาลัย , บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น, บริษัท เอเซียเสริมกิจ ลีสซิ่ง และบริษัท พฤกษา เรียล เอสเตท โดยเงินลงทุนในต่างประเทศจะปิดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวน
"กองทุนมีอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าตราสารหนี้ระยะสั้น ประมาณ 0.50% - 1.00% ต่อปี ซึ่งสามารถรองรับความเสี่ยง จากการเสียโอกาสลงทุนในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นได้ โดยกองทุนนี้เหมาะกับนักลงทุนที่สามารถพักเงินระยะยาว 3 ปี "นางชวินดา กล่าว
อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยแม้จะมีทิศทางฟื้นตัวขึ้น แต่ยังมีความเปราะบางและผันผวนจากปัจจัยภายในและภายนอกประเทศ ทำให้การดำเนินนโยบายการเงินยังเป็นไปแบบผ่อนคลาย จึงคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงอยู่ในระดับต่ำ 2.00% ต่อปี ต่อเนื่องไปถึงกลางปี 2558 เป็นอย่างน้อย เพื่อไม่ให้กระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและแผนการพัฒนาประเทศ
นางชวินดา กล่าวว่า บริษัทยังเปิดจำหน่ายกองทุนเปิดเคแทม อินคัม แอนด์ โกรท ฟันด์ (KT-IGF)ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 25 ก.ย.2557 มูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท กำหนดเงินลงทุนขั้นต่ำ 550,000 บาท โดยกองทุนจะลงทุนในกองทุนรวมหลัก Allianz Income and Growth ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งบริหารโดย Allianz Global Investors
ปัจจุบันกองทุนหลักได้รับความนิยมสูง มีขนาดสินทรัพย์ประมาณ 9.07 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณกว่า 2.88 แสนล้านบาท ข้อมูล ณ 31 ก.ค.2557 โดยกองทุนหลักมีนโยบายในการสร้างการเติบโตของเงินทุนและรายได้ในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันจะเน้นลงทุนในหลักทรัพย์ 3 ประเภทหลักที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ ได้แก่ หุ้นสามัญและหลักทรัพย์ประเภทหุ้นอื่นๆ ตราสารหนี้ และหุ้นกู้แปลงสภาพ โดยการดำรงสัดส่วนระหว่างประเภทหลักทรัพย์เป็นไปตามที่ผู้จัดการกองทุนรวมหลักเห็นสมควร
"กองทุนนี้ถือว่าน่าสนใจ เพราะกองทุนหลักมีกลยุทธ์ที่แตกต่างเพื่อเฟ้นหาโอกาสในการลงทุน โดยมุ่งให้ผู้ลงทุนมีโอกาสที่จะได้รับรายได้และการเติบโตของเงินลงทุนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง จากการลงทุนในสินทรัพย์ 3 ประเภทดังกล่าว ได้แก่ ตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง (ไฮยิลด์บอนด์) หุ้นกู้แปลงสภาพ และหุ้น รวมถึงกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง โดยอยู่ในไฮยิลด์บอนด์และหุ้นกู้แปลงสภาพ ประมาณ 100 – 200 หลักทรัพย์ต่อประเภทตราสาร และหุ้น ประมาณ 40 –50 หลักทรัพย์"นางชวินดา กล่าว
ทั้งนี้ กองทุนยังมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนในสกุลเงินบาทโดยเฉลี่ยในรอบปีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าเงินลงทุนในต่างประเทศ และกองทุนจะขายคืนหน่วยลงทุนอัตโนมัติ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนรับกระแสเงินสดจากรายได้เงินปันผล ของกองทุนรวมหลัก ทั้งหมดหรือบางส่วนไม่เกินปีละ 12 ครั้ง โดยกองทุนนี้จะเสนอขายผ่านธนาคารซิตี้แบงก์ด้วย







