posttoday
รัฐบาล...กับการใส่เกียร์เดิน

รัฐบาล...กับการใส่เกียร์เดิน

15 กันยายน 2557

รัฐบาลใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. โดยจะเน้นการสร้างความปรองดองแห่งชาติและการปฏิรูปทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม พลังงาน โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งดูเหมือนว่ากระทรวงการคลังได้รับลูกเริ่มต้นด้วยการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษีมรดก นัยว่าเศรษฐีเมืองไทยหลายคนมีที่ดินแต่ละคนเป็นแสนไร่ซึ่งคนที่เดือดร้อนคงเป็นกลุ่มนี้

รัฐบาลใหม่ภายใต้นายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. โดยจะเน้นการสร้างความปรองดองแห่งชาติและการปฏิรูปทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม พลังงาน โดยเฉพาะประเด็นความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งดูเหมือนว่ากระทรวงการคลังได้รับลูกเริ่มต้นด้วยการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างและภาษีมรดก นัยว่าเศรษฐีเมืองไทยหลายคนมีที่ดินแต่ละคนเป็นแสนไร่ซึ่งคนที่เดือดร้อนคงเป็นกลุ่มนี้

อย่างไรก็ตาม เกี่ยวกับภาษีมรดกหรือภาษีที่ดินคงจะต้องไปผลักดันออกเป็นกฎหมาย คงเป็นการพิสูจน์ สนช. ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นผู้ปั้นด้วยตนเองว่าจะสนองตอบนโยบายนี้อย่างไร เพราะสมาชิกจำนวนมากล้วนเป็นเศรษฐี

สำหรับวาระเร่งด่วนที่ดาหน้าตั้งแถวรอต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ใหม่ ส่วนใหญ่เป็นปัญหาด้านเศรษฐกิจที่หมักหมมต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุบสภา เริ่มต้นด้วยปัญหาสินค้าเกษตรตกต่ำไล่มาตั้งแต่ปัญหาราคายางพารา ที่ราคายางตกอย่างฮวบฮาบเพียงแค่ 2 เดือนเงินหายไปเกือบ 10 บาท/ กิโลกรัม รายได้ระดับนี้ชาวสวนยางอยู่ไม่ได้ ซึ่งในวันนี้ (จันทร์ที่ 15 ก.ย.) กลุ่มเกษตรกรยางจะเข้าพบกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอให้รัฐมีมาตรการช่วยทั้งยืดหนี้และผลักดันสินเชื่อให้สหกรณ์หรือชุมชนเข้าไปรับซื้อยางเพื่อพยุงราคาไม่ให้ตกต่ำไปกว่านี้

อันที่จริงปัญหาราคายางเป็นเรื่องที่แก้ไขค่อนข้างยากเพราะ 86% ส่งออกในรูปของวัตถุดิบ โดยมีประเทศจีนเป็นผู้ซื้อรายใหญ่เกือบครึ่งหนึ่งของที่ส่งออก อีกทั้งปริมาณยางที่ผลิตทั้งในประเทศไทยและเพื่อนบ้านมีปริมาณมากกว่าความต้องการของตลาด การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางเพื่อเพิ่มมูลค่าก็ไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ง่าย ขณะที่รัฐบาลชุดนี้ก็ประกาศชัดว่าจะไม่เอาแนวทางประชานิยม

สำหรับพืชเกษตรที่เป็นปัญหาไม่รู้จบก็คือข้าว ซึ่งดูเหมือนว่าไทยกำลังจะทวงแชมป์ส่งออกคืนกลับมา แต่ราคาข้าวเปลือกราคาดิ่งต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2555 โดยราคาข้าวสาร 5% ที่ผ่านมาราคาตกเหลือไม่ถึง 8,000 บาท เทียบกับปีที่แล้วขายได้ตันละ 9,500 บาทหรือมากกว่า อีกทั้งรัฐบาลมีนโยบายระบายข้าวในสต๊อกออกมาอีก 1.4 แสนตัน จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันราคาข้าว ก็โยนปัญหากันไปมาว่าใครเป็นต้นเหตุที่ทำให้ราคาข้าวตกทั้งรัฐบาล โรงสี และผู้ส่งออก แต่ผู้ที่เดือดร้อนก็คือชาวนา ซึ่งเรื่องราคาข้าวตกต่ำก็เป็นระเบิดเวลารอรัฐบาลถอดสลัก

สำหรับเศรษฐกิจในปีนี้ที่มีความพยายามให้ขยายตัวได้ถึง 2% คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเครื่องมือชี้เศรษฐกิจต่างๆ โดยเฉพาะการส่งออกเดือน ก.ค.ยังคงติดลบ ไม่ต้องไปหาข้อมูลอะไรมาหักล้างว่าตัวเลขยังขยายตัวได้ ทั้งนี้การส่งออกของไทยจะขึ้นหรือลงขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจของคู่ค้าซึ่งมีแนวโน้มยังไม่ค่อยดีนัก หากจะดันเศรษฐกิจต้องอาศัยมาตรการกระตุ้นการบริโภคภายในอย่างจับต้องได้จริงเพื่อทดแทนการส่งออก ขณะเดียวกันคงต้องเร่งการใช้จ่ายทั้งงบประมาณรายจ่ายและเงินค้างท่อ โดยเฉพาะงบลงทุนซึ่งรัฐบาลออกมาแจงว่าจะผลักดันการใช้จ่ายของรัฐในไตรมาสแรกปีหน้าให้ได้ 35% แต่ก็ต้องไม่ผ่อนคลายจนทำให้เกิดการคอร์รัปชั่น

เห็นสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้บอกได้เลยว่ารัฐบาลเหนื่อยแน่นอน แค่ความตั้งใจและมุ่งมั่นการทำงานอย่างเดียวคงไม่พอ ปัญหาต่างๆ นอกจากที่กล่าวข้างต้นที่ต้องเร่งแก้ไขคือสภาพคล่องของเอสเอ็มอีซึ่งตอนนี้อยู่ในสภาพที่เปราะบาง ถึงแม้นจะมีการอนุมัติให้ธนาคารของรัฐและบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เร่งปล่อยสินเชื่อและการค้ำประกัน แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทั้งกฎระเบียบของกระทรวงการคลัง รวมทั้งของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ธนาคารของรัฐเองจะระมัดระวังไม่ปล่อยสินเชื่อกันง่ายๆ เรื่องปัญหาสภาพคล่องขอให้รัฐบาลดูให้ดีอย่าเชื่อตัวเลขของหน่วยงานรอบข้างมากนัก เพราะตัวเลขการตั้งโรงงานใหม่เดือน ส.ค.ยังติดลบถึงลบ 23% เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมาก็ยังติดลบในอัตราที่สูงมาก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลต้องแยกให้ออกระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในสภาวะที่มีความจำเป็น กับโครงการประชานิยมเพื่อหวังคะแนนเสียง เพราะช่วงนี้หวังพึ่งได้แต่ภาครัฐเท่านั้น...จริงไหมครับ!!

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ