posttoday
สัญญาณดอกเบี้ยเฟดชี้ทิศทางหุ้น

สัญญาณดอกเบี้ยเฟดชี้ทิศทางหุ้น

15 กันยายน 2557

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้จะขึ้นกับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากไม่มีสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนกลางปี 2558 ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งเข้าหา 1,600 จุด ในทางตรงข้าม หากมีสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินคาด และ/หรือส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินผ่อนคลายแบบสุดโต่ง จะสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณีนี้ดัชนีหุ้นจะมีแนวรับอยู่ที่ 1,565 และ 1,550 จุด ตามลำดับ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้จะขึ้นกับผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หากไม่มีสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยก่อนกลางปี 2558 ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสแกว่งเข้าหา 1,600 จุด ในทางตรงข้าม หากมีสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินคาด และ/หรือส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินผ่อนคลายแบบสุดโต่ง จะสร้างความปั่นป่วนต่อตลาดการเงินทั่วโลก กรณีนี้ดัชนีหุ้นจะมีแนวรับอยู่ที่ 1,565 และ 1,550 จุด ตามลำดับ

นอกจากรอผลการประชุมเฟด ตลาดจะติดตามเครื่องชี้เศรษฐกิจสหรัฐ รวมถึงปัจจัยในประเทศที่สำคัญ ได้แก่ การนำโรดแมปกระตุ้นเศรษฐกิจไปสู่ภาคปฏิบัติ การปฏิรูปพลังงาน และผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

สัปดาห์ก่อน ตลาดการเงินทั่วโลกปั่นป่วน หุ้น พันธบัตร ทอง น้ำมันถอยถ้วนหน้า ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 9 ติดต่อกัน เมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก ท่ามกลางกระแสการคาดการณ์ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยเฟดในปีหน้า หลังบทวิจัยของเฟดชี้ว่านักลงทุนอาจประเมินต่ำเกินไปเกี่ยวกับกำหนดเวลาที่เฟดจะเริ่มขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่เครื่องชี้เศรษฐกิจส่วนใหญ่แข็งแกร่ง

ยอดค้าปลีกและความเชื่อมั่นของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาดในวันศุกร์ ได้กระตุ้นการคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเร็วกว่าที่ตลาดคาด

ยอดค้าปลีกสหรัฐในเดือน ส.ค.เพิ่มขึ้น 0.6% จากเดือน ก.ค.ตอกย้ำว่าการใช้จ่ายของชาวอเมริกันเร่งตัวขึ้น และหนุนการคาดการณ์เกี่ยวกับการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงไตรมาส 3 ทั้งนี้การใช้จ่ายด้านการบริโภคคิดเป็นสัดส่วนกว่า 2 ใน 3 ของจีดีพีสหรัฐ

ขณะที่ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐช่วงต้นเดือน ก.ย. ที่สำรวจโดยรอยเตอร์สและมหาวิทยาลัยมิชิแกนเพิ่มสูงขึ้นแตะระดับ 84.6 จากเดือน ส.ค.ที่ 82.5 สูงกว่าที่ตลาดคาด

ขณะที่ตลาดจับตาการประชุมเฟดในวันที่ 1617 ก.ย.นี้ เพื่อประเมินช่วงเวลาในการปรับขึ้นดอกเบี้ย อย่างไรก็ดีอาจไม่มีสัญญาณที่ชัดเจนจากการประชุมครั้งนี้

เฟดเองก็ต้องการความยืดหยุ่นในการปรับนโยบาย และส่งสัญญาณหลายครั้งว่าการปรับเปลี่ยนนโยบายขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจ

ที่สำคัญ ไม่ช้าก็เร็วเฟดก็คงจะต้องขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ตลาดการเงินโลกทยอยรับรู้ข่าวนี้เป็นลำดับ สถิติชี้ว่า ช่วงสั้นๆ ตลาดหุ้นนิวยอร์กตอบสนองเชิงลบต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งแรก แต่ย่อตัวลงไม่เกิน 3% จากนั้นหุ้นจะไต่กลับขึ้นมาสูงกว่าเดิมในเวลาไม่นาน

ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเหตุผลเบื้องหลังที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยคือ เศรษฐกิจสหรัฐฟื้น! ซึ่งหนุนให้ผลประกอบการของบริษัททั่วไปดีขึ้น จึงช่วยหักล้างผลจากการขึ้นดอกเบี้ย

น่าสังเกตว่า ปัจจุบันสปีดการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของแต่ละภูมิภาคแตกต่างกันมาก รอบนี้สหรัฐฟื้นตัวได้ดีกว่าเพื่อน ขณะที่ยูโรโซนและญี่ปุ่นยังซบเซา จนต้องส่งสัญญาณเตรียมกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่

การทำ QE เพิ่มเติมในญี่ปุ่นและยูโรโซน จะช่วยชดเชยผลลบจากการหยุดทำ QE ของเฟด ได้ระดับหนึ่ง

กรณีตลาดหุ้นไทย ผู้ลงทุนต่างชาติได้ขายสุทธิหุ้นไทยไว้กว่า 2 แสนล้านบาท นับตั้งแต่เฟดส่งสัญญาณลด QE เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2556 ปัจจุบันต่างชาติยังถือหุ้นไทยต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย กล่าวได้ว่า ตลาดได้รับรู้แนวโน้มการปรับขึ้นดอกเบี้ยเฟดไปพอสมควรแล้ว

วกกลับมาที่ปัจจัยในประเทศ หลังแถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา รัฐบาลคงเร่งเครื่องแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจทันที ไม่ว่าจะเป็นการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่จะเป็นหัวหอกผลักดันเศรษฐกิจให้เร่งตัวขึ้นในปี 2558 การปฏิรูปพลังงาน มาตรการกระตุ้นภาคท่องเที่ยวฯ

ในส่วนของการประชุม กนง.ในวันที่ 17 ก.ย.นี้ คาดว่าจะยังคงนโยบายเดิม ซึ่งตลาดได้รับรู้อย่างกว้างขวางแล้ว จึงไม่น่ามีผลต่อตลาด

ดัชนี SET ลบเป็นสัปดาห์แรก ในรอบ 6 สัปดาห์ หลังวิ่งยาวกว่า 200 จุด การพักฐานจึงไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะช่วงที่ดัชนีแกว่งขึ้นเข้าหาแนวต้านจิตวิทยา 1,600 จุด

อย่างไรก็ดี การลงทุนระยะปานกลางขึ้นไป ยังเป็นแนวโน้มขาขึ้น มูลค่าพื้นฐานของหุ้นไทยน่าจะอยู่ที่ 1,750 จุด ในช่วงปลายปี 2558 ขณะที่แรงซื้อจากกองทุน LTF และ RMF ที่น่าจะเข้ามาในช่วงปลายปีนี้ อีก 1.52 หมื่นล้านบาท จะช่วยประคับประคองหากเกิดปรับฐาน

การปรับฐานช่วงสั้น จึงถูกมองเป็นโอกาสสะสมหุ้นสำหรับการลงทุนระยะปานกลางขึ้นไป โดยเน้นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและนโยบายรัฐ เช่น กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง (CK, STEC) กลุ่มวัสดุก่อสร้าง (SCC) กลุ่มธนาคาร (KBANK, BBL, KTB) กลุ่มอสังหาฯ (SPALI, QH, LH) กลุ่มท่องเที่ยว (AOT, CENTEL, MINT) เป็นต้น

ในส่วนของหุ้นกลุ่ม ICT ที่อืดกว่าตลาดมากหลังการเมืองเปลี่ยน เริ่มมีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากมูลค่าหุ้นยังถูกเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น แถมให้ปันผลสูงและกำไรจะเร่งตัวขึ้นหลังปี 2558 หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ INTUCH, DTAC, ADVANC, THCOM

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ

ข่าวล่าสุด

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ

IMF-เฟด ชมไทย วินัยการคลังเหมาะสม ยก "นกกระซิบ-Bangkok Blueprint" ต้นแบบ