
ว่าด้วยเรื่องภาษีคนจน
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้เป็นปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้างของประเทศไทยมานาน แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเคลื่อนตัวจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมมาสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในหลายๆ ด้าน มีมูลค่าการส่งออกมากมาย และในแต่ละปีเราทำรายได้จากการท่องเที่ยวได้มหาศาล แต่เราก็ยังคงเห็นคนยากคนจนอยู่มากมาย
ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางรายได้เป็นปัญหาเรื้อรังเชิงโครงสร้างของประเทศไทยมานาน แม้ว่าที่ผ่านมาเราจะประสบความสำเร็จในการพัฒนาเศรษฐกิจโดยเคลื่อนตัวจากการเป็นประเทศเกษตรกรรมมาสู่การเป็นประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำในหลายๆ ด้าน มีมูลค่าการส่งออกมากมาย และในแต่ละปีเราทำรายได้จากการท่องเที่ยวได้มหาศาล แต่เราก็ยังคงเห็นคนยากคนจนอยู่มากมาย
มาถึงยุครัฐบาล คสช. ประเด็นนี้ก็ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในฐานะเป็นโจทย์ใหญ่ข้อหนึ่งในยุคปฏิรูปประเทศ และหนึ่งในมาตรการที่มีการพูดถึงและเรียกร้องให้ผลักดันกันมากที่สุดก็คือ การเก็บภาษีที่ดินและภาษีมรดกค่ะ โดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่ชงขึ้นมานั้นจะมี 3 อัตรา คือ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเชิงพาณิชย์เก็บในอัตรา 0.5% ของราคาประเมิน ที่อยู่อาศัยเก็บในอัตรา 0.1% และที่ดินเพื่อการเกษตรจะเก็บในอัตรา 0.05% ขณะที่ที่ดินรกร้างที่ไม่นำมาใช้ประโยชน์ก็จะเก็บในอัตรา 0.05% ของราคาประเมินและจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวทุก 3 ปี แต่ไม่เกิน 2%
ส่วนภาษีมรดกนั้น จะมีการจัดเก็บในอัตราเดียว คือ 10% ของมูลค่ามรดก โดยกองมรดกที่ขนาดไม่ถึง 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษี ขณะเดียวกันการคิดมูลค่ามรดกที่จะเสียภาษีนั้นจะเก็บจากทรัพย์สินที่มีการจดทะเบียนและประเมินมูลค่าได้ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ที่ดิน รถยนต์ เงินฝากธนาคาร หุ้น พันธบัตร ตราสารค่ะ ทั้งนี้ยังมีการถกเถียงกันเพิ่มเติมว่าจะเก็บจากกองมรดกเลยหรือเก็บจากผู้รับมรดก
การเก็บภาษีทั้งสองแบบนี้ถือเป็นมาตรการหนึ่งที่จะช่วยให้รัฐมีรายได้ภาษีเพื่อมาใช้จ่ายในโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ ทั้งในรูปของการสร้างสวัสดิการทางสังคม โครงการอุดหนุนต่างๆ เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนค่าครองชีพ ขณะเดียวกันในส่วนของภาษีที่ดินเองจะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาที่ดินที่ยังรกร้างไม่ได้ใช้ประโยชน์ทั่วประเทศ ซึ่งอาจจะมีการปล่อยเช่าเพื่อให้ผู้ยากไร้ได้มีที่ทำกินเพื่อการเกษตรหรือการพัฒนาธุรกิจต่างๆ บนที่ดินผืนนั้น ซึ่งจะก่อให้เกิดการจ้างงานและสร้างรายได้
แน่นอนค่ะว่าหากเรามองในฝั่งของรัฐ เราก็จะเห็นกระแสรายได้ที่จะเข้ามามากขึ้นเพื่อการจับจ่ายในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล ขณะเดียวกันภาษีที่ดินเองก็เป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นกับเจ้าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทั่วประเทศในอนาคต ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้จะเกิดกับทั้งประชาชนทั่วไปและเอกชนที่เป็นเจ้าของที่ดินด้วย ทั้งนี้การเก็บภาษีที่ดินของรัฐนั้นจะต้องคำนึงถึงธรรมชาติและรายละเอียดรอบๆ ที่ดินที่มีความแตกต่างกันค่ะ
นอกจากนั้นแล้ว ประเด็นเรื่องการใช้ราคาประเมินของรัฐกับราคาตลาดที่แท้จริงนั้นก็มีผลต่อประสิทธิภาพของการเก็บภาษีที่ดินและความสัมฤทธิผลของนโยบายนี้ในการลดความเหลื่อมล้ำค่ะ ความไม่ชัดเจนของข้อปฏิบัติในการจัดเก็บภาษีและการละเลยรายละเอียดของการใช้ที่ดินที่แตกต่างกันจะสร้างภาระให้กับเจ้าของที่ดินในภาคธุรกิจที่จะมีทั้งต้นทุนและความยุ่งยากมากขึ้นในการดำเนินงาน
ตรงนี้เป็นจุดที่รัฐบาลต้องมีความรอบคอบและชัดเจนในการบังคับใช้ภาษีที่ดิน แน่นอนว่าหากเก็บในอัตราที่ต่ำเกินไปก็ย่อมไม่สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ำทางรายได้ แต่การเก็บภาษีที่ดินในอัตราที่สูงเกินไปก็อาจบั่นทอนศักยภาพทางการแข่งขันของธุรกิจและลดแรงจูงใจในการประกอบธุรกิจได้เช่นกันค่ะ ซึ่งนั่นจะส่งผลย้อนไปถึงภาพใหญ่ของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวของประเทศ ดังนั้นโครงสร้างภาษีที่เหมาะสมและมีความชัดเจนในการบังคับใช้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องใส่ใจเพื่อให้การจัดเก็บภาษีที่ดินและรวมถึงภาษีมรดกบรรลุเป้าหมายด้านรายได้และไม่ก่อผลข้างเคียงที่เป็นลบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ดีจะขอเป็นกำลังใจให้กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต่อไปค่ะ







