
การเมืองไม่ฉุดหุ้นกลุ่มพาณิชย์
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย คงน้ำหนักการลงทุนเป็นมากกว่าตลาด และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อกลุ่มพาณิชย์ แม้คาดว่าดัชนีมูลค่าค้าปลีกของไทยเดือน เม.ย.-พ.ค. จะชะลอตัว
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย คงน้ำหนักการลงทุนเป็นมากกว่าตลาด และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อกลุ่มพาณิชย์ แม้คาดว่าดัชนีมูลค่าค้าปลีกของไทยเดือน เม.ย.-พ.ค. จะชะลอตัว
โดย...เจียรนัย อุตะมะ
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย คงน้ำหนักการลงทุนเป็นมากกว่าตลาด และมีมุมมองที่เป็นบวกต่อกลุ่มพาณิชย์ แม้คาดว่าดัชนีมูลค่าค้าปลีกของไทย (Retail Sales Index : RSI) เดือน เม.ย.-พ.ค. จะชะลอตัวตามวิกฤตการณ์ทางการเมือง แต่ในที่สุดการบริโภคจะกลับมาฟื้นตัวและไม่ฉุดประมาณการทั้งปี ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ประเมินผลกระทบจำกัดเช่นกัน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานดัชนี RSI ประจำเดือน มี.ค. 2553 อยู่ที่ 176.3 จุด เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 16.9% จากเดือน ก.พ. ซึ่งเป็นการปรับตัวดีขึ้นตามที่คาดการณ์ไว้ และได้สะท้อนมายังผลการดำเนินงานในงวดไตรมาสแรกปี 2553 ของกลุ่มพาณิชย์แล้ว
อย่างไรก็ตาม สถาบันวิจัยนครหลวงไทยประเมินการบริโภคภายในประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ จะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงจากการชุมนุมทางการเมือง และคาดบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคทั่วประเทศจะลดลง โดยเฉพาะในช่วงเดือน พ.ค. 2553 ทำให้ดัชนี RSI มีแนวโน้มอ่อนตัวลงหรือเติบโตในอัตราที่ลดลงในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 ซึ่งจะส่งผลให้แนวโน้มผลการดำเนินงานโดยรวมของกลุ่มพาณิชย์ชะลอตัวลงในไตรมาส 2 ปี 2553 โดยพื้นฐานเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งและกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับที่สูง ทำให้คาดว่าความเชื่อมั่นผู้บริโภคจะปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็วภายหลังการชุมนุมยุติลง
สถาบันวิจัยนครหลวงไทยคาดผลกระทบจากการชุมนุมจะอยู่ในระดับที่ต่ำ โดยจะส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วงเดือน เม.ย.-พ.ค. 2553 เท่านั้น และจะกลับฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว ส่วนผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นในกลุ่มสามารถวิเคราะห์ได้ ดังนี้
บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) มีสาขาในพื้นที่การชุมนุม 1 แห่ง ต้องปิดบริการในช่วงการชุมนุมในพื้นที่แยกราชประสงค์ และเกิดเหตุเพลิงไหม้ BIGC สาขาดังกล่าวบริเวณพื้นที่ชั้น 1
ทั้งนี้ เบื้องต้น BIGC ประเมินว่ายังสามารถใช้อาคารทำธุรกิจได้ และมีการทำประกันภัย ได้ทำประกันภัยจากการจลาจลและความรุนแรงทางการเมือง ซึ่งคุ้มครองความเสียหายในตัวอาคารและคุ้มครองความสูญเสียโอกาสทางธุรกิจด้วย ทำให้ยังคงประมาณการของ BIGC ไว้
บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ (HMPRO) มีสาขาใกล้พื้นที่การชุมนุม 1 แห่ง ที่แยกเพลินจิต ซึ่ง HMPRO รายงานยอดขายของสาขาเพลินจิตคิดเป็นสัดส่วนที่น้อยกว่า 2% ของยอดขายทั้งหมด ทำให้คาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมไม่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมอย่างมีนัยสำคัญ
บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) แจ้งว่า ร้าน 7-Eleven ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุความรุนแรงมีเพียงไม่กี่แห่ง และสาขา 7-Eleven ทั้งสาขาของบริษัทและสาขาแบบแฟรนไชส์ได้ทำประกันภัยครอบคลุมความเสียหายไว้แล้ว ทำให้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมในระดับต่ำ
ในทางกลับกัน คาดเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ยอดขายร้านสะดวกซื้อบางแห่งได้รับอานิสงส์ เนื่องจากผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อสินค้าใกล้บ้านมากกว่า ทำให้คาดว่าผลการดำเนินงานโดยรวมจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน
ดังนั้น คำแนะนำการลงทุน จึงเลือกหุ้น CPALL เป็นหุ้นที่แนะนำให้ลงทุนสูงสุดของกลุ่ม โดยประเมินราคาเหมาะสมเท่ากับ 35 บาท แนะนำ “ซื้อ” HMPRO ราคาเหมาะสม 6.70 บาท และแนะนำ “ซื้อเมื่ออ่อนตัว” สำหรับ BIGC (ราคาเหมาะสม 53 บาท) MAKRO (ราคาเหมาะสม 109 บาท) และบริษัท สยามโกลบอลเฮ้าส์ (GLOBAL) ให้ราคาเหมาะสม 3.60 บาท เนื่องจากมีโอกาสที่ราคาจะปรับขึ้นจากราคาเหมาะสมไม่มาก
บล.กิมเอ็ง ประเมินว่าผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวต่อ BIGC จะอยู่ในวงจำกัด เนื่องจากบริษัทมีจำนวนสาขารวมทั่วประเทศถึง 68 สาขา โดยรายได้จากสาขาราชดำริคาดว่าจะมีสัดส่วนไม่เกิน 5% ของรายได้บริษัท
กำไรสุทธิไตรมาสแรกปี 2553 ของ BIGC เพิ่มขึ้น 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 801 ล้านบาท เนื่องจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ยอดขายต่อสาขา (Same-Store-Sales) เติบโตขึ้น สินค้าประเภทอาหารมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สินค้าประเภทไม่ใช่อาหารก็เริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัว
นอกจากนี้ BIGC ยังมีสาขาเพิ่มขึ้น 1 สาขา เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนจากการเปิดสาขาที่ศรีสะเกษเมื่อเดือน เม.ย. 2552 แต่จากการทำกิจกรรมส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 6.8% ในไตรมาสแรกปี 2552 มาเป็น 6.5% อย่างไรก็ดีบริษัทมีรายได้เพิ่มเติมจากธุรกิจให้เช่าพื้นที่ซึ่งสร้างรายได้เพิ่มขึ้น 5% จากการปรับขึ้นค่าเช่าประจำปี ทำให้ค่าเช่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 720 บาท/ตารางเมตร/เดือน มาเป็น 745 บาท/ตารางเมตร/เดือน อีกทั้งอัตราเข้าเช่าก็สูงขึ้นเป็น 95.5% ส่วนรายได้อื่นๆ ซึ่งได้แก่ รายได้จากการสนับสนุนของผู้ผลิต ก็เติบโตเช่นกัน เนื่องจากการต่อรองทางการค้าที่ดีขึ้น
นอกจากนั้น ดอกเบี้ยจ่ายของ BIGC ก็ลดลงอย่างมากถึง 93% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือเพียง 3 ล้านบาท เป็นผลมาจากหนี้สินที่ลดลง
ส่วนฐานะการเงินของบริษัทก็นับว่าแข็งแกร่ง โดยมีฐานะเป็นเงินสดสุทธิ
ผลประกอบการโดยรวมยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี จากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการฟื้นตัวของการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภค BIGC ยังวางเป้าหมายจะเปิดสาขา 4 แห่งต่อปี โดยในปีนี้มีการเปิดสาขาไปแล้ว 1 สาขา ที่มหาชัยเมื่อเดือน เม.ย. และจะเปิดอีก 3 สาขา ในช่วงไตรมาส 4/2553
ขณะเดียวกันบริษัทก็เน้นขยายพื้นที่ของสาขาเดิมเพื่อเพิ่มรายได้ รวมทั้งจะมีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ขายบางส่วนให้เป็นพื้นที่เช่า ซึ่งเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมีเสถียรภาพและมีอัตรากำไรที่สูงกว่า
นอกจากนั้น บริษัทจะมีการเปิดสาขา Mini BigC จาก 9 สาขา เป็น 13 สาขา รวมทั้งขยายสาขาร้าน Pure (ขายสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพและความงาม) จาก 16 สาขา เป็น 31 สาขา ในปีนี้
สำหรับยอดขายสินค้า Private Brand (Happy Baht และ BigC Brand) นั้น บริษัทตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนยอดขายจาก 3% เป็น 4-5% ในปีนี้ เพื่อเพิ่มอัตรากำไร
นักวิเคราะห์ บล.กิมเอ็ง อาจมีการปรับลดประมาณการกำไรของ BIGC เพื่อสะท้อนถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดีผลประกอบการของบริษัทยังมีแนวโน้มอยู่ในเกณฑ์ดี จึงแนะนำซื้อเมื่ออ่อนตัว โดยให้ราคาเหมาะสมที่ 50 บาท จากการประเมินมูลค่าหุ้นด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด







