
ปรับขึ้นแอลพีจี-เอ็นจีวีแน่
ณรงค์ชัยประกาศปฏิรูปพลังงานเต็มที่ วงในแย้มขนส่งเจอดีขยับถึง1บาท
ณรงค์ชัยประกาศปฏิรูปพลังงานเต็มที่ วงในแย้มขนส่งเจอดีขยับถึง1บาท
“ณรงค์ชัย” ประกาศปฏิรูปราคาแอลพีจีเอ็นจีวี พร้อมเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี รมว.พลังงาน เปิดเผยนโยบายการทำงานว่า ภารกิจสำคัญของรัฐบาลชุดนี้คือการปฏิรูปพลังงานและสมานฉันท์ โดยจะปรับโครงสร้างราคาเชื้อเพลิงประเภทต่างๆ ให้สอดคล้องกับต้นทุน และให้มีภาระภาษีที่เหมาะสมระหว่างน้ำมันต่างชนิดและผู้ใช้ต่างประเภท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานของประเทศ และให้ผู้บริโภคระมัดระวังไม่ใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือย
รมว.พลังงาน กล่าวว่า เรื่องเร่งด่วน คือ การปรับโครงสร้างราคาพลังงานโดยเฉพาะราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ที่มีการใช้กันมากเกินไปในภาคขนส่ง แต่การใช้แอลพีจีภาคครัวเรือนและปิโตรเคมียังมีความจำเป็นอยู่ ส่วนจะปรับขึ้นแอลพีจีภาคขนส่งในปัจจุบัน 21.38 บาท/กก. ถูกกว่าแอลพีจีครัวเรือนที่ราคา 22.63 บาท/กก.นั้น ขอดูช่วงเวลาที่เหมาะสม
ทั้งนี้ นโยบายราคาน้ำมันต้องเป็นไปตามหลักการที่เหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชน์ระยะยาวต่อประเทศ โดยในส่วนของการตรึงราคาดีเซลไม่เกิน 30 บาท/ลิตรนั้น เป็นการใช้นโยบายประชานิยมมาตั้งแต่ปี 2554 ซึ่งไม่ถูกต้อง ควรต้องปรับอัตราภาษีให้เท่าเทียมกับกลุ่มเบนซิน ยกเว้นจะมีมาตรการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อย
นอกจากนี้ จะเร่งเปิดสัมปทานการสำรวจและผลิตก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบรอบใหม่ครั้งที่ 21 และจะต่ออายุสัมปทานเก่าในแหล่งเอราวัณและแหล่งบงกชที่จะหมดอายุลงในปี 2565 ด้วย ขณะเดียวกันจะเจรจาพื้นที่ปิโตรเลียมทับซ้อนในทะเลไทยกัมพูชา โดยจะพยายามหาข้อสรุปให้ได้ในรัฐบาลนี้
นายอารีพงศ์ ภูชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการปรับราคาแอลพีจีภาคขนส่งว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา คาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
ด้านแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เห็นชอบในหลักการให้ปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่ง ซึ่งมีราคาที่ถูกกว่าภาคครัวเรือนอยู่กิโลกรัมละ 1.25 บาท โดยจะเสนอให้ รมว.พลังงาน ตัดสินใจว่าจะปรับครั้งเดียว 1.25 บาท หรือจะทยอยปรับราคา 2 ครั้ง
นอกจากการปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งแล้ว จะเสนอให้ปรับขึ้นราคาก๊าซเอ็นจีวีด้วย โดยในเบื้องต้นจะปรับขึ้นกิโลกรัมละ 1 บาท เพื่อให้มีราคาที่สะท้อนต้นทุน เนื่องจากราคาต้นทุนเอ็นจีวีอยู่ที่ 14-15 บาท/กก.
สำหรับการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 12 ก.ย. 2557 มีมติเห็นชอบเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันดีเซลขึ้นเป็น 1.70 บาท/ลิตร จากเดิม 1.00 บาท/ลิตร เพราะราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลง ทำให้ค่าการตลาดน้ำมันดีเซลปรับขึ้นมา 2.20 บาท/ลิตร จึงสามารถเก็บเงินเข้ากองทุนฯ เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้การปรับขึ้นราคาแอลพีจีภาคขนส่งไม่ได้มีผลผู้ผลิตและจำหน่ายแอลพีจี เนื่องจากราคาที่ปรับเพิ่มเป็นการเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งหากปรับราคาครั้งเดียว1.25บาทต่อก.ก.จะทำให้กองทุนน้ำมันฯมีรายรับเพิ่มขึ้นเดือนละ 207 ล้านบาทจากยอดการใช้เดือนละ1.67แสนตัน อย่างไรก็ตาม
นายคุรุจิต นาครทรรพ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า การหาแหล่งปิโตรเลียมสำรองเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นต้องสำหรับประเทศไทย ซึ่งเป้าหมายที่กำหนดไว้มีทั้งการเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบใหม่ครั้งที่21 ในประเทศ และการต่ออายุสัมปทานปิโตรเลียมที่จะหมดอายุลง ส่วนการเจรจาแหล่งปิโตรเลียมในประเทศเพื่อนบ้าน นั้นกรณีของพื้นที่ทับซ้อนไทยกัมพูชา กรอบการเจรจา ต้องให้ทางกระทรวงต่างประเทศหาข้อสรุปในการแบ่งเขตแนวทางพื้นที่ให้ได้ก่อน หลังจากนั้นทางกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติจึงจะมาพิจารณารูปแบบการพัฒนาพื้นที่ร่วมจะเป็นลักษณะใด ขึ้นอยู่กับข้อตกลงของ 2 ประเทศ
ปัจจุบันแหล่งสำรองปิโตรเลียมในประเทศ โดยเฉพาะแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยจะใช้ได้อีกไม่เกิน 7-10 ปี ดังนั้นจะต้องวางแผนหาแหล่งสำรองในระยะยาวไว้รองรับเนื่องจากไทยยังมีความต้องการใช้ก๊าซฯในอัตราที่สูงต่อเนื่องทุกปี แต่หากไม่มีแหล่งสำรองก๊าซฯเพิ่มก็ต้องใช้วิธีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว(แอลเอ็นจี)จากต่างประเทศที่มีราคาแพงกว่าราคาก๊าซฯในอ่าวไทย12เท่า
ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว โครงสร้างของภาคพลังงานไทยควรต้องมีการปรับ 4 ส่วนใหญ่ๆ ที่สำคัญ คือ 1. ด้านการใช้ ไทยมีมูลค่าการใช้พลังงานต่อรายได้ประชาชาติในอัตราที่สูงเกินความเหมาะสม คือ 18% หมายความว่าประสิทธิภาพการใช้พลังงานถึงแม้ว่าดีขึ้นแต่ก็ไม่ทันกับราคาพลังงานที่ผันผวนอยู่ตลอดเวลาชนิดของพลังงานที่ใช้ไม่เหมาะสม เพราะโครงสร้างราคาไม่เหมาะสม
2.ด้านการผลิตไฟฟ้าที่พึ่งพาจากก๊าซธรรมชาติมากเกินไป เพราะไม่สามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้ตามแผนงาน และผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือกได้ไม่มากพอ เป็นความเสี่ยงต่อความมั่นคงด้านพลังงาน 3.ด้านเทคโนโลยีที่มีความเจริญก้าวหน้าในเรื่องการประหยัดพลังงาน แต่การใช้ยังไม่แพร่หลาย และ 4. หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านพลังงาน ที่ต้องเร่งสร้างระบบธรรมาภิบาลจนถึงระดับที่จะสร้างความมั่นใจให้สังคมไทยได้มากพอว่า ประชาชนจะมีพลังงานใช้อย่างมั่นคง ทั่วถึง โปร่งใส และเป็นธรรม
สำหรับ นายณรงค์ชัย กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทสำรวจและผลิตปิโตรเลียมให้ความสนใจลงทุนในไทยลดลงเนื่องจากมองว่าพบแหล่งปิโตรเลียมน้อยไม่คุ้มค่าต่อการลงทุนสำรวจ
อย่างไรก็ตามแผนปฏิบัติการและมาตรการที่วางกรอบไว้ว่าต้องดำเนินการต่อไป คือ การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ(2559-2579) หรือพีดีพีระยะ20 ปี ซึ่งจะต้องวางแผน การจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงพลังงานทั้งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน การจัดทำโครงการด้านอนุรักษ์พลังงานและการส่งเสริมพลังงานทดแทนตลอดจนสร้างกระบวนการให้มีส่วนร่วมและความรับผิดชอบต่อสาธารณชน
อย่างไรก็ตามส่วนเรื่องการสร้างโรงไฟฟ้าในอนาคตจะต้องสร้างให้เพียงพอ โดยที่ผ่านมาการผลิตไฟฟ้าพึ่งพาก๊าซธรรชาติมากเกินไปจำเป็นต้องมีการบริหารเชื้อเพลิงที่เหมาะสม ซึ่งถ่านหินก็เป็นแนวทางหนึ่ง แต่ก็ยังประสบปัญหาการคัดค้านการก่อสร้างโรงไฟฟ้า ในขณะที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็ไม่ควรจะทิ้ง เพราะขณะนี้เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าไปมากแล้ว







