
ตลาดกระทิงเปิดล้านบัญชี
รายย่อยแห่เข้าหุ้นมาร์เก็ตแคปนิวไฮสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยกดทองลงยาวกลางปี’58
รายย่อยแห่เข้าหุ้นมาร์เก็ตแคปนิวไฮสหรัฐขึ้นดอกเบี้ยกดทองลงยาวกลางปี’58
ตลาดหุ้นไทยสร้างสถิติใหม่ ผู้ลงทุน 1 ล้านบัญชีมาร์เก็ตแคปนิวไฮ 14.3 ล้านล้านบาท ทองลงยาวเห็น 18,000
น.ส.ปิยาภรณ์ สดศรีวิบูลย์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยตลาดทุน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า จำนวนบัญชีซื้อขายในตลาดหุ้นไทย ขณะนี้อยู่ที่ 1 ล้านบัญชี เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบจากสิ้นปี 2556 อยู่ที่ 9.74 แสนบัญชี หรือเพิ่มขึ้น 2.6 หมื่นบัญชี คิดเป็น 2.67% สาเหตุที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นผลมาจากภาวะตลาดหุ้นคึกคักทำให้มีผู้สนใจเข้าลงทุนเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นเพิ่ม นับเป็นสถิติสูงสุดของตลาดหลักทรัพย์ฯ
นอกจากนี้ ยังพบว่ามูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) ของตลาดหุ้นไทยปัจจุบันอยู่ที่ 14.3 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งตลาดเช่นกัน โดยเป็นผลจากราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นและมีหุ้นเข้าใหม่
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยตลาดทุน ยอมรับว่ามูลค่าการระดมทุนในช่วง 8 เดือนแรก อยู่ที่ 9.33 หมื่นล้านบาท ลดลง 50% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุเนื่องจากช่วงต้นปีภาวะตลาดหุ้นไม่เอื้ออำนวย อีกทั้งในปีที่ผ่านมามีกองทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่หลายตัวเข้าตลาดหุ้น หนุนให้มูลค่าการระดมทุนปี 2556 สูงเป็นอย่างมาก
น.ส.ปิยาภรณ์ ยังได้กล่าวถึงแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศว่านักลงทุนต่างชาติจะกลับมาซื้อสุทธิหุ้นไทยในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แต่ในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ยังมียอดขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ มีข้อสังเกตว่าภายหลังการจัดงานไทยแลนด์โฟกัส ระหว่างวันที่ 2729 ส.ค.ที่ผ่านมา พบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิติดต่อกัน หรือระหว่างวันที่ 19 ก.ย.ที่ผ่านมาเป็นจำนวนเงิน 9,300 ล้านบาท ถือว่าเป็นจำนวนไม่น้อย และพบว่าขณะนี้ยอดการถือครองหุ้นไทยโดยนักลงทุนสถาบันยังอยู่ที่ 4 ล้านล้านบาท หรือยังสัดส่วน 1 ใน 3 ของตลาดรวมอยู่
“สะท้อนให้เห็นถึงผลสำเร็จของการจัดงานไทยแลนด์โฟกัส เพราะสามารถนำผู้มีส่วนในการกำหนดนโยบาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง มาให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างชาติโดยตรง พร้อมกับการนำเสนอข้อมูลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) เกี่ยวกับแผนธุรกิจที่จะสนับสนุนการเติบโตของ บจ.ในอนาคต ข้อมูลเหล่านี้ได้สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ” น.ส.ปิยาภรณ์ กล่าว
ด้านบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา ดัชนีผันผวนต่อเนื่องจากวันก่อน หุ้น ปตท. (PTT) ยังมีแรงซื้อเข้ามาช่วยพยุงตลาด ดัชนีปิด 1,580.87 จุด ลดลง 1.26 จุด มูลค่าซื้อขายขยับมาเป็น 66,576.12 ล้านบาท ต่างชาติขายเล็กน้อย 175 ล้านบาท
นายกมลธัญ พรไพศาลวิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยทองคำ กล่าวว่า แนวโน้มราคาทองคำในตลาดโลกยังอยู่ในช่วงขาลงต่อเนื่องถึงกลางปี 2558 และมีโอกาสผันผวนสูง เนื่องจากการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในครึ่งแรกของปี 2558 กดดันให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับตัวลดลงที่ ระดับ 1,100 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จากราคาเฉลี่ยทั้งปี 2557 ที่ประมาณ 1,250 เหรียญสหรัฐ
“ช่วงปลายปีนี้มีความเสี่ยงลดลงไปที่แนวรับ 1,180 เหรียญสหรัฐ หรือจะอยู่ที่บาทละ 18,000-18,200 บาท อัตราแลกเปลี่ยนที่ 32 บาท” นายกมลธัญ กล่าว
อย่างไรก็ดี ราคาทองคำไม่น่าจะลดลงต่ำกว่า 1,100 เหรียญสหรัฐ เนื่องจาก 3 ปัจจัย 1.เป็นระดับราคาที่ลงไปใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตของเหมืองทองคำ 8 แห่งขนาดใหญ่ของโลกที่ต้นทุนผลิตที่ 9001,200 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะลดกำลังการผลิตลง 2.ความต้องการซื้อของธนาคารกลางหลายแห่งเมื่อราคาลดลงมาก เช่น จีน รัสเซีย และประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ 3.เป็นต้นทุนของกองทุนขนาดใหญ่ของโลกซื้อช่วงปี 2551-2552 จึงอาจเข้าซื้อเพิ่มอีกได้
“หากราคาทองลงไปที่ 1,180-1,200 เหรียญสหรัฐ แนะนำให้ทยอยซื้อสะสมได้ ประมาณ 10-15% ของพอร์ต” นายกมลธัญ กล่าว
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นราคาทองคำในเดือน ก.ย. 2557 ลดลงจากเดือน ส.ค.มาอยู่ที่ระดับ 42.61 จุด หรือลดลง 13.47 จุด ต่ำกว่าระดับ 50 จุด สะท้อนทัศนคติในเชิงลบต่อราคาทองคำระหว่างเดือน







