
ล่ำสูงเล็งซื้อกิจการอาหาร
กระจายความเสี่ยงจากน้ำมันปาล์มระบุยากต่อการควบคุม
กระจายความเสี่ยงจากน้ำมันปาล์มระบุยากต่อการควบคุม
“LST เล็งหาซื้อกิจการธุรกิจอาหารเข้ามาเสริม ลดสัดส่วนรายได้ธุรกิจหลักผลิตและขายน้ำมันปาล์ม”
น.ส.อัญชลี สืบจันทศิริ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ล่ำสูง (ประเทศไทย) ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์ม น้ำมันพืช ไขมันพืชผสม และเนยเทียม เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการหาซื้อกิจการธุรกิจอาหารเข้ามาเช่นเดียวที่บริษัทได้เข้าไปซื้อกิจการบริษัท ยูเอฟซี ซึ่งเป็นผู้ผลิตผักและผลไม้แช่แข็งหรือบรรจุกระป๋อง น้ำผลไม้ กาแฟ เครื่องดื่มต่างๆ มาเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เพราะบริษัทต้องการลดสัดส่วนรายได้ที่ปัจจุบันมาจากธุรกิจคือ ผลิตและขายน้ำมันปาล์มถึง 60-70%
ทั้งนี้ เนื่องจากมีความเสี่ยงในการดำเนินธุรกิจที่ยากต่อการควบคุมมาก เพราะนโยบายภาครัฐไม่สามารถตอบสนองต่อภาวะการแข่งขันของเอกชนได้ โดยเฉพาะการอนุมัติให้นำเข้าผลผลิตปาล์มดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบเข้ามาได้ทันต่อสถานการณ์เมื่อปาล์มขาดแคลน เหมือนตอนไตรมาสแรกที่ผ่านมาบริษัทขาดแคลนวัตถุดิบ แต่ทางการไม่อนุมัติให้นำเข้าส่งผลให้บริษัทขาดทุน 12 ล้านบาท จากไตรมาสแรกปี 2556 บริษัทมีกำไร 100 ล้านบาท
“เหตุที่มองธุรกิจอาหารเพิ่มเพราะเชื่อว่าธุรกิจอาหารเป็นสิ่งที่มีอนาคตที่มีแต่จะมีการเติบโตสูง เพราะคนต้องกินต้องใช้ ที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งมีการเจรจาการซื้อกิจการไป 1 แห่ง แต่ต้องยกเลิกไปเพราะไม่ลงตัว เพราะสิ่งที่บริษัทต้องการเพราะต้องสามารถให้อัตราการทำกำไรที่สูงสุด”
ทั้งนี้ ช่วงที่บริษัทซื้อ UFC ได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (ไออาร์อาร์) เพียงตัวเลขไม่ถึง 10% ขณะที่ปัจจุบันการเติบโตของรายได้ UFC 20% ต่อปี เนื่องจากการผลิตเครื่องดื่มส่วนใหญ่เป็นน้ำผลไม้หรือเครื่องดื่มจากวัตถุดิบไม่ผสมสารอื่น
สำหรับแนวทางการดำเนินธุรกิจในอนาคตบริษัทก็จะพยายามเพิ่มสัดส่วนธุรกิจน้ำมันเกรดสูง (พรีเมียม) เพิ่มขึ้น รวมถึงผลิตอื่นๆ เข้ามาเพิ่มหลักจากที่ทำมาต่อเนื่อง 23 ปี พร้อมกับมีการปรับปรุงแพ็กเกจและปรับปรุงเครื่องจักรเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต เพื่อลดการสูญเสียขั้นตอนการผลิต เพื่อให้ต้นทุนในการผลิตสามารถสร้างผลกำไรได้มากขึ้น
น.ส.อัญชลี กล่าวว่า ผลประกอบการบริษัทปี 2557 ต้องยอมรับกำไรสุทธิปีนี้น้อยกว่าที่ประเมินไว้ หรือกำไรสุทธิหายไป 100 ล้านบาท จากไตรมาสแรกเพราะขาดแคลนวัตถุดิบเป็นหลักจนทำให้บริษัทขาดทุน
ขณะที่ช่วงที่เหลือของปีนี้เชื่อว่า ราคาน้ำมันจะเคลื่อนไหวแบบกรอบแคบและมีทิศทางอ่อนตัว เพราะราคาปาล์มมีการอ่อนตัว ซึ่งปัจจุบันราคาอ่อนตัวที่สุดในรอบ 5 ปี และทางมอร์แกนสแตนเลย์ประเมินว่าราคาน้ำมันปาล์มจะเริ่มกลับมาดีขึ้นในไตรมาส 4
ทั้งนี้ ช่วงที่เหลือปีนี้สต๊อกน้ำมันปาล์มในประเทศยังอยู่ในระดับสูงที่ 3 แสนตัน เพราะไม่สามารถส่งออกเนื่องจากราคาในประเทศสูงกว่าราคาน้ำมันปาล์มมาเลเซียต่ำมาก ทำให้ในประเทศไม่เจอภาวะขาดแคลนน้ำมันปาล์มแน่ แม้สิ้นปีปริมาณปาล์มจะน้อยลงเพราะไม่ใช่ฤดูกาล อีกทั้งเชื่อว่าการเกิดภาวะแห้งแล้งเอลนินโญมีโอกาสน้อยลง
อย่างไรก็ดี ช่วงที่เหลือปีนี้ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับราคาน้ำมันปาล์มมากที่สุด ราคาที่มาเลเซียซึ่งปัจจุบันอยู่ที่ 20 บาท ว่าจะกลับมาฟื้นตัวได้เมื่อไร หลังจากที่ทางการมาเลเซียมีมาตรการลดภาษีการส่งออกทันที 0% ในเดือน ก.ย.-ต.ค.นี้ จากเดิมอยู่ที่ 4.5% เมื่อเห็นสต๊อกสูงถึง 2 ล้านตัน
ทั้งนี้ เพื่อต้องการไม่ให้สินค้าล้นตลาดและระบายสต๊อกปาล์มออกไป 6 แสนตัน และรักษาระดับสต๊อกให้อยู่ที่ 1.6 ล้านตันเท่านั้น เพราะไม่ต้องการให้มีแรงกดดันด้านราคาตอนสิ้นปีกับของมาเลเซีย
“การทำธุรกิจนี้จะไม่ได้เห็นราคาปาล์มสูงไประดับจากที่เคยเห็นกว่า 20 บาท เนื่องจากมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ทั้งผู้ผลิตที่เพิ่มขึ้น ภาวะดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปและนโยบายรัฐบาลไทยที่ไม่เอื้อต่อการแข่งขัน”
ล่าสุด คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้เรียกหน่วยงานสมาคมผู้ผลิตมันสำปะหลัง อ้อย ปาล์ม ยางไป เพื่อวางหลักยุทธศาสตร์ การเตรียมผลผลิตสำหรับอนาคตว่าอีก 10 ปีข้างหน้า







