
เปิดโมเดลมาเลย์-สิงคโปร์ปล่อยเอกชนแข่งพัฒนาแรงงาน
“แรงงาน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ในอาเซียนในอนาคต ยิ่งประเทศไหนมีแรงงานที่มีผลิตภาพและทักษะสูง
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
“แรงงาน” ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญสำหรับอุตสาหกรรมต่างๆ ในอาเซียนในอนาคต ยิ่งประเทศไหนมีแรงงานที่มีผลิตภาพและทักษะสูง ประเทศนั้นยิ่งได้เปรียบในภาวะการแข่งขันที่สูงขึ้นภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์อันร้อนแรง
หากมองไปในอาเซียน หฤทัย เจนบุญไทย นักวิชาการพัฒนาฝีมือแรงงานปฏิบัติการ สำนักพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้มีโอกาสไปดูงานการพัฒนากำลังแรงงานที่มาเลเซียและสิงคโปร์ บอกเล่าว่า ทั้งสองประเทศมีแนวทางการพัฒนากำลังแรงงานที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเอามาปรับใช้กับไทยได้ในอนาคต
เริ่มต้นจากมาเลเซีย ที่นี่มีโมเดลที่ชัดเจนตั้งแต่แผนขั้นต้น โดยมีองค์กรประกันคุณภาพมาเลเซีย (MQA) ทำหน้าที่วางกรอบการทำงานรับรองคุณสมบัติมาเลเซีย (MQF) ช่วยเทียบเคียงคุณสมบัติระหว่าง3 ภาคส่วน ประกอบด้วย 1.กลุ่มแรงงาน 2.กลุ่มอาชีวศึกษา และ 3.กลุ่มอุดมศึกษา
ดังนั้นแล้ว คนทั้ง 3 กลุ่มจึงสามารถเทียบเคียงมาตรฐานระหว่างกันได้อย่างน้อยถึง 5 ระดับจาก8 ระดับ สำหรับ 3 ระดับที่เหลืออาจต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้มาตรฐานดังกล่าว
สำหรับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานของมาเลเซียจะมีมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ (NOSS) อีกกรอบหนึ่งไว้วัดมาตรฐานของคนแต่ละอาชีพ อย่างไรก็ตาม กรมดังกล่าวมีศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานของตัวเอง 1 แห่งเท่านั้น ศูนย์พัฒนาฝีมือแรงงานอาชีพต่างๆ ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานภาคเอกชนที่เข้ามาขอใบอนุญาตพัฒนาฝีมือแรงงานจากกรม
“เมื่อมีเอกชนหลายรายได้รับใบอนุญาต เอกชนก็ต้องแข่งขันกันเพื่อพัฒนาฝีมือแรงงานให้ดี เพื่อให้ลูกค้ามาใช้บริการบริษัทของตัวเอง ดังนั้นการพัฒนาฝีมือแรงงานของเขาจึงมีประสิทธิภาพ”
นอกจากนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานของมาเลเซียยังมีแนวคิดจะใช้ระบบจัดอันดับหน่วยงานที่ได้รับใบอนุญาต โดยบริษัทที่ได้คะแนนต่ำกว่า 3 ดาว จะต้องปิดตัวลง ขณะที่บริษัทที่ได้คะแนนตั้งแต่ 3 ดาวขึ้นไป ก็จะการันตีทั้งแรงงานและภาคเอกชนที่ต้องการฝึกแรงงานได้ว่า บริษัทแห่งนี้มีมาตรฐานระดับใดยิ่งเพิ่มการแข่งขันในการพัฒนาฝีมือแรงงาน และเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานของประเทศขึ้นไปอีก
ขณะที่สิงคโปร์มีสภาสหพันธ์แรงงานแห่งชาติ (NTUC) เป็นภาคเอกชนที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาแรงงานเอง โดยจะร่วมมือกับบริษัทชั้นนำระดับโลกจัดทำหลักสูตรต่างๆ ในการพัฒนาแรงงาน เน้นทักษะระดับสูงที่เป็นทักษะอ่อน (Soft Skills) เช่น การสื่อสารการใช้ภาษา ขณะเดียวกันยังส่งเสริมเครือข่ายและการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่แรงงานด้วย
สิงคโปร์ยังมีหน่วยงานเอกชนอีกหน่วยงานหนึ่ง คือ สหพันธ์ผู้ประกอบการสิงคโปร์ (SMF) ซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการในภาคการผลิตและอุตสาหกรรมสิงคโปร์ 10 กลุ่มคอยช่วยรัฐบาลในการวางแผนการผลิตกำลังคน โดยคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า ว่าต้องการกำลังคนกลุ่มใด และขอความช่วยเหลือด้านต่างๆ เช่น เทคโนโลยีจากรัฐบาลได้อย่างทันท่วงที
“รัฐบาลสิงคโปร์เองก็ฟัง SMF มาก จึงทำให้สิงคโปร์สามารถผลิตกำลังคนตอบสนองความต้องการตลาดได้จริง และเป็นแรงงานที่ก้าวทันเทคโนโลยีตลอดเวลา”
การให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมและแข่งขันแบบทั้งสองประเทศ จึงถือเป็นแนวทางที่ไทยน่าจะนำมาพิจารณา







