
ไทคอนลุยรีทเต็มสูบ
ดันลูกเป็น‘รีทแมนเนเจอร์’แถวหน้าตั้งเป้ากองแรกโตไม่ต่ำ2หมื่นล้าน
ดันลูกเป็น‘รีทแมนเนเจอร์’แถวหน้าตั้งเป้ากองแรกโตไม่ต่ำ2หมื่นล้าน
TICON ดันรีทลุยลงทุนทั้งในนอก หนุนสินทรัพย์โตไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านใน 35 ปีหน้า
นายวีรพันธ์ พูลเกษ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทคอน อินดัสเทรียล คอนเน็คชั่น (TICON) เปิดเผยว่า บริษัทได้วางเป้าหมายผลักดันให้บริษัท ไทคอน แมนเนจเม้นท์ หรือทีแมน บริษัทย่อยที่ถือหุ้น 99.99% เป็นผู้นำธุรกิจจัดการบริหารกองทรัสต์ (รีท แมนเนเจอร์) เพื่อรองรับแนวโน้มการเติบโตของการลงทุนในกองรีท ซึ่งจะเป็นทางเลือกใหม่ที่ดีสำหรับนักลงทุน อีกทั้งทีแมนจะเป็นตัวทำรายได้ให้บริษัทอีกทางจากค่าธรรมเนียมการบริหารกองรีทที่สูงขึ้น
สำหรับกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ไทคอน มูลค่าประมาณ 4,000-5,000 ล้านบาท คาดว่าจะเสนอขายได้ทันภายในปีนี้ ลงทุนในโรงงานและคลังสินค้าให้เช่าของกลุ่มไทคอน ซึ่งบริษัทจะเข้าลงทุนประมาณ 20-25% ส่วนที่เหลือเน้นขายนักลงทุนในประเทศ
นายวีรพันธ์ กล่าวว่า สินทรัพย์ที่ลงทุนแบ่งเป็นกรรมสิทธิ์ (ฟรีโฮลด์) 65% และสิทธิการเช่า 35% ซึ่งมีอัตราการเช่าเฉลี่ยประมาณ 95-98% โดยคาดว่าผลตอบแทนน่าจะมากกว่ากองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประเภทฟรีโฮลด์แต่น้อยกว่าลีสโฮลด์ ซึ่งปัจจุบันกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน (TFUND) และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ทีพาร์คโลจิสติคส์ (TLOGIS) เป็นฟรีโฮลด์ ผลตอบแทนเฉลี่ย 6.5% ต่อปี ส่วนกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ไทคอน อินดัสเทรียล โกรท เป็นลีสโฮลด์ (TGROWTH) เฉลี่ยอยู่ที่ 9%
นายอมร จุฬาลักษณานุกูล กรรมการผู้จัดการ ทีแมน กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสินทรัพย์เข้ากองรีทไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ใน 3-5 ปีข้างหน้า เพื่อดึงนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุน โดยมีแผนเพิ่มสินทรัพย์เฉลี่ยปีละ 4,000-5,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันสินทรัพย์ของกลุ่มไทคอนมีจำนวนมาก รวมทั้งจะนำสินทรัพย์ของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3 กองที่มีอยู่แปลงมาเป็นกองรีท โดยรอความชัดเจนเรื่องของภาษีการโอนก่อน นอกจากนี้ยังมองโอกาสในการลงทุนสินทรัพย์ในประเทศเพื่อนบ้านด้วย
“ช่วงที่ผ่านมานักลงทุนในต่างประเทศชวนเราไปลงทุนในคลังสินค้า เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย พม่า เวียดนาม และลาว แต่การลงทุนในต่างประเทศยังติดกฎเกณฑ์บางข้อที่กำหนดให้สินทรัพย์ที่จะซื้อเราต้องถือสัดส่วน 99% ซึ่งไม่แน่ใจว่ากฎหมายในบางประเทศเปิดให้เราถือได้ขนาดนั้นหรือไม่ คงต้องหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์”







