posttoday
ชี้42บจ.maiเสี่ยง

ชี้42บจ.maiเสี่ยง

09 กันยายน 2557

เตือน27แห่งขาดทุน15บริษัทพี/อีสูงลิ่วรายย่อยเก็งกำไรพุ่งเท่าตัวเฉียด19%

เตือน27แห่งขาดทุน15บริษัทพี/อีสูงลิ่วรายย่อยเก็งกำไรพุ่งเท่าตัวเฉียด19%

“ประพันธ์” เปิดข้อมูล 42 บจ.ใน mai ดันพี/อีทะลุ 77 เท่า ขาดทุน ราคาแรงไป เตือนเพิ่มระมัดระวัง

นายประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนใน mai จำนวน 42 บริษัท เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ตลาดมีอัตราราคาเทียบกับกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) เฉลี่ยสูงถึง 77 เท่า

ทั้งนี้ แบ่งเป็นบริษัทจำนวน 27 แห่ง ผลประกอบการขาดทุนรับผลกระทบจากปัญหาการเมือง และสภาพเศรษฐกิจชะลอตัว และอีก 15 บริษัท มีค่าพี/อีสูงเกินกว่า 30 เท่า และอัตราราคาเทียบกับมูลค่าทางบัญชี (พี/บีวี) เกิน 5 เท่า รวม 2 กลุ่มนี้แล้ว 42 บริษัท ได้เป็นปัจจัยหลักดันให้ภาพรวมพี/อีของทั้งตลาด mai พุ่งขึ้นสูง

นอกจากนี้ ยังพบว่ามีบริษัทอีกจำนวน 64 แห่ง คิดเป็น 60% ของ บจ.ใน mai ทั้งหมด 103 แห่ง มีค่าพี/อีอยู่ในระดับปกติ 24-25 เท่า แม้ว่าจะสูง แต่เป็นระดับที่รับได้ในภาวะตลาดหุ้นขาขึ้น

“จากข้อมูลดังกล่าว ไม่ได้บอกว่าราคาหุ้นใน 42 บจ.เหล่านั้นถูกหรือแพง แต่ต้องการจะสื่อสารให้ผู้ลงทุนเพิ่มความระมัดระวังในการลงทุนมากขึ้น เพราะหุ้นบางตัวมีผลขาดทุนแต่ราคากลับขึ้นสูง เช่น หุ้นบริษัท ไดเมท (สยาม) หรือ DIMET เพิ่มขึ้นถึง 200% รวมไปถึงหุ้นบริษัท อี ฟอร์ แอล เอม (EFORL) ราคาหุ้นพุ่งแรง รับข่าวจะมีการซื้อกิจการ” นายประพันธ์ กล่าว

สำหรับกรณีหุ้น mai มีการซื้อขายผิดปกติ ทางฝ่ายตรวจสอบตลาดหลักทรัพย์ทำหน้าที่เข้าไปตรวจสอบอยู่แล้ว แต่ในแง่ของ mai จะเข้าไปช่วยดูแลและติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างเช่นในกลุ่ม บจ.ที่มีผลขาดทุน 27 บริษัท ซึ่งธุรกิจรับผลกระทบจากปัญหาการเมือง ก็เข้าไปช่วยดูแลเรื่องธุรกิจ ช่วยปรับธุรกิจ หากยังไม่ส่งงบการเงินก็จะเข้าไปช่วยดูแล

สำหรับ 15 บจ.ที่มีค่าพี/อีสูงเกินกว่าระดับ 30 เท่า และพี/บีวีเกิน 5 เท่า เป็นกลุ่มที่ต้องมีการติดตามดูแลเป็นพิเศษ โดยเข้าไปติดตามสอบถามว่า บจ.มีพัฒนาการสำคัญๆ สอดรับกับราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือไม่

อย่างไรก็ตาม คาดว่าการแยกหุ้นใน mai ออกไปตาม 8 หมวดธุรกิจ ตั้งแต่เดือน ม.ค. 2558 น่าจะช่วยสะท้อนภาพพี/อีให้กับ บจ.ใน mai ได้ดีขึ้นกว่าปัจจุบันจะถูกนับรวมทั้งหมด

ปัจจุบันการซื้อขายในตลาด mai อยู่ที่ 2,338 ล้านบาท/วัน และมีความเป็นไปได้ว่าเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ 3,000 ล้านบาท/วันได้ เพราะในเดือน ก.ย.นี้ ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจนมูลค่าการซื้อขายโดยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศมีสัดส่วน 18.4% ของการซื้อขายหุ้นโดยรวม เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ 9.6% เท่านั้น

นอกจากนี้ หุ้นเข้าใหม่ (ไอพีโอ) ใน mai ตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้มีจำนวน 9 บริษัท มูลค่าตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) 1.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าน่าจะทำได้เกินเป้าหมาย 16 บริษัท 8,000 ล้านบาท เพราะน่าจะมีอีก 10 บจ. มาร์เก็ตแคปไม่ต่ำกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ด้านการซื้อขายหุ้นใน mai ยังคงร้อนแรง เมื่อวันที่ 8 ก.ย.ที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ขึ้นเครื่องหมาย Trading Alert List ของหุ้น 3 บริษัท คือ บริษัท แอสเซท ไบร์ท (ABC) บริษัท สหการประมูล (AUCT) และบริษัท เอฟโวลูชั่น แคปปิตอล (E) เพื่อให้บริษัทชี้แจงสาเหตุ

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค